มหาศึกแห่งดูน - Dune
ผมพึ่งมารู้จักเรื่อง Dune ก็ตอนที่เขาเอามาทำเป็นหนังเมื่อปี 2021 (จริงๆเขามีทำหลายรอบแล้วแต่ผมไม่รู้) ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปดูหรอกครับ แต่กระแสมันแรงมากจนผมสนใจ ซึ่งไม่ได้สนใจไปดูหนังนะครับแต่เป็นสนใจไปหานิยายมาอ่านมาอ่านเพื่อจะได้ดูว่าต้นฉบับจริงๆนั้นเขาต้องการสื่ออะไร พอเข้าใจเราจะได้ไปดูหนังว่าเขาตีความแตกต่างจากนิยายยังไง
พอได้อ่านนิยายเรื่องนี้ก็รู้สึกชอบเลยคือมันกระชับไม่เยิ่นเย้อในการบรรยายมากจนเกินไป ผมเคยอ่านนิยายบางเรื่องนี่โคตรเบื่อเวลามาบรรยายสิ่งต่างๆเยิ่นเย้อจนรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะถึงตัวเรื่องหลักของสักที แต่ Dune ไม่ครับ เรื่องนี้เดินเรื่องแบบรวดเร็วทันใจบรรยายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อีกเรื่องที่ผมชอบมากๆคือผู้แต่งเล่นเรื่องสภาพแวดล้อมของดวงดาวผูกเรื่องสภาพดวงดาวกับรูปแบบวัฒนธรรม การทหาร การเมืองได้อยากลงตัว และสุดท้ายเขาสามารถผูกให้สิ่งที่วางไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องไปบรรจบกับตอนจบได้อย่างลงตัว
ดาวทะเลทรายและหนอนยักษ์
เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการที่ดยุคเลโทและครอบครัวต้องย้ายจากดาวบ้านเกิดไปยังดาวทะเลทรายตามคำสั่งของจักรพรรดิ มาถึงตรงนี้คงสงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมดยุคเลโทถึงยอม เหตุผลแรกก็คือ ดาวทะเลทรายที่ต้องไปเป็นที่เดียวที่สามารถผลิตสิ่งที่เรียกว่า “สไปร์” ซึ่งเป็นวัตถุดิบพิเศษที่คนทั้งจักรวาลชื่นชอบเพราะรสชาติดี อร่อย และ บางพวกเอาไปใช้ขยายประสาทสัมผัสเพื่อทำสิ่งที่ต้องใช้ความคิดมากๆ ดังนั้นการครองดาวดวงนั้นก็เท่ากับว่าครอบครองสิ่งที่มีคุณค่าจะขึ้นราคาลดราคายังไงก็ได้เลย อีกเหตุผลหนึ่งที่ย้ายไปเพราะเจ้าของเก่าของดาวทะเลทรายดวงนั้นเป็นตระกูลคู่แค้น ดังนั้นการเข้าครอบครองดาวทะเลทรายนั้นก็ย่อมเป็นการตัดกำลัง ขัดแข้งขัดขา ตระกูลคู่แค้นไปในตัว
ระบบนิเวศของดาวทะเลทรายนั้นแห้งแล้งมากๆเต็มไปด้วยทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล สภาพอากาศก็ไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตคือ มีแต่ฤดูร้อนทั้งปีไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว มีพายุทะเลทรายเป็นภัยพิบัติตลอดทั้งปี แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ยังไม่น่ากลัวทำกับหนอนยักษ์ที่ความยาวหลายร้อยเมตร ที่พร้อมจะเข้าโจมตีคุณทันทีที่คุณเดินทางเข้าไปในทะเลทราย ด้วยความบ้าคลั่งของสภาพดาวนี้คงไม่น่าจะมีมนุษย์อยู่ได้ใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่ามนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่พยายามปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดซึ่งมนุษย์เหล่านั้นคือชาว “เฟรเมน”
ชาวเฟรเมนคือชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนดาวเฟรเมน โดยพวกเขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพของดวงดาวซึ่งมีน้ำน้อยมากๆ พวกเขาจึงสร้างชุดที่สามารถกักเก็บน้ำในร่างกายประมาณว่าเหยื่อทุกหยด ของเสียทุกอย่างจะถูกนำกลับไปเป็นน้ำให้กินอีกรอบ พวกเขาปรับตัวจนเป็นพวกเดียวที่สามารถอยู่ในทะเลทรายได้ ไม่เหมือนกับเหล่าดยุคและที่มาจากนอกดวงดาวที่ต้องสร้างเมืองภายใต้บาเรียปรับสภาพอากาศ ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นกำลังหลักในการเอาสไปร์จากทะเลทรายออกมา ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ดยุคเลโทจะต้องผูกสัมพันธ์กับชาว เฟรเมน (แต่ก็ยังมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ด้วย ถ้าอยากรู้ไปหามาอ่านครับ)
การเมืองการปกครอง
สิ่งหนึ่งที่สนุกของ Dune เรื่องหนึ่งคือเรื่องการเมืองการปกครองครับ เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ผ่าน พอล ลูกชายของดยุคเลโทตัวเอกของเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การจับท่าทางการแสดงของคู่สนทนาเพื่อดูว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร การคานอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมันเห็นภาพได้ง่ายอาจจะเป็นเพราะจำนวนฝ่ายมีน้อยและแต่ละฝ่ายมีอำนาจในแต่ละด้านโดยสมบูรณ์ทำให้มันสามารถเห็นว่าทำไมแต่ละฝ่ายคานอำนาจกันได้ (อยากรู้ว่ามีฝ่ายไหนบ้างต้องไปหามาอ่านนะครับ)
ในเรื่องเราจะเห็นหลายๆที่เอามาใช้กับการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา ตำนาน ซึ่งอาจจะดูไม่น่าเชื่อแต่คุณจะเห็นว่ามันใช้ได้ อีกทั้งไม่ใช่แค่ในโลกนิยายที่ใช้วิธีเหล่านี้แต่มันมีบนโลกจริงๆของเราเหมือนกัน
การเห็นอนาคต
เรื่องนี้เล่นเกี่ยวกับเรื่องการเห็นอนาคตแต่ไม่ใช่อนาคตรูปแบบเดียวแต่เป็นการเห็นความเป็นไปได้ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ที่เป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ซึ่งทุกการกระทำนั้นจะส่งผลกับอนาคตก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสะดุดล้ม การก้าวขาซ้ายขาขวา การเจรจาต่อรองต่างๆก็เปลี่ยนแปลงอนาคตได้ แต่ที่น่าสนใจกว่าการเห็นอนาคตคือการบอกอาการของคนที่เห็นอนาคต ผู้แต่งเขียนให้เห็นภาพของคนที่เห็นอนาคตว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เขาจะรู้สึกยังไงเมื่อต้องรู้อนาคต เขาจะเศร้าไหมเมื่อต้องรู้ว่าการกระทำนี้นั้นจะทำให้ใครตาย หรือการจะรู้สึกสุขไหมในเมื่อเขารู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น
อ่านแล้วได้อะไร
สำหรับผมการอ่านเรื่องนี้ทำให้เห็นนิยายที่นำระบบนิเวศมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำที่หายไปของดาว สไปร์มาจากไหน หนอนยักษ์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยังไงทั้งที่แห้งแล้งขนาดนั้น ชาวเฟรเมนจะยอมทนกับสภาพอย่างนี้ตลอดไปเหรอหรือจริงๆพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ อีกเรื่องที่ได้จากเรื่องนี้คือการเล่นเรื่องการเมืองการปกครองที่เข้าใจง่าย แต่ละฝ่ายต่างเกี่ยวข้องกันหมดซึ่งพออ่านจนถึงตอนจบคุณจะรู้สึกทึ่งว่าที่ผู้แต่งวางแผนได้ดีมากๆ
สำหรับใครที่ต้องการนิยายสนุกๆเดินเรื่องเร็วไม่เยิ่นเย้อ มีการวางปมให้น่าติดตามอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ผมก็แนะนำเรื่อง Dune เลยครับ รับรองว่าสนุกแน่นอน