Basic SQL Part 3 - GROUP BY , Build in function , HAVING

GROUP BY , Build in function , HAVING

รูปตอนไปฮ่องกงครั้งแรก

ผมเขียนเกี่ยวกับ SQL ไว้ 6 ตอน คุณสามารถกด Link ด้านล่างเพื่ออ่านที่เกี่ยวกับ SQL ตอนต่างๆได้เลย

ตอนนี้เราจะเริ่มใช้ความสามารถของ SQL มากยิ่งขึ้น ตอนนี้อาจจะยากนิดนึงแต่เชื่อเถอะว่าไม่ยากจนเข้าใจไม่ได้ แต่ก่อนเริ่ม GROUP BY , Build in function , HAVING ผมขอเริ่มด้วย KEY WORD : DISTINCT กับ COUNT(*) ก่อน

COUNT(*) มีไว้นับ ROW

COUNT เป็น Build in function ของ SQL มันมีไว้ใช้นับจำนวน ROW โดยถ้าเราอยากจะนับ ROW ทั้งหมดที่ได้ออกมาตามเงื่อนไขเนี่ย เราสามารถใช้คำสั่ง SQL แบบนี้

1
2
SELECT COUNT(*)
FROM PRESIDENT

จากผลลัพธ์นั้นทำให้เรารู้ว่าในตาราง PRESIDENT เนี่ยมีข้อมูลทั้งหมด 39 ROW หรือถ้าเราอยากรู้ว่ามีประธานาธิบดีกี่คนที่อยู่พรรค Republican บ้างก็สามารถใช้คำสั่ง

1
2
3
SELECT COUNT(*)
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'

จากผลลัพธ์ทำให้เรารู้ว่ามีประธานาธิบดีอยู่ในพรรค Republican จำนวน 16 คน

DISTINCT มีไว้แสดงข้อมูลไม่ซ้ำ

ถ้ามีความต้องการอยากรู้ว่าประธานาธิบดีมาจากพรรคไหนบ้าง เราก็สามารถเขียน SQL ได้ดังนี้

1
2
SELECT PARTY
FROM PRESIDENT

ผลลัพธ์แบบไม่ DISTINCT

ซึ่งจากผลลัพธ์จะเห็นว่าค่า PARTY ที่ออกมานั้นแสดงผลซ้ำออกมา ทำให้เราต้องมาไล่ดูทุก ROW ว่ามีค่าอะไรบ้างแล้วมานั่งจำเอาเองว่าซ้ำไม่ซ้ำ ด้วยความต้องการที่อยากเห็นข้อมูลไม่ซ้ำ SQL เลยให้ KEY WORD : DISTINCT ขึ้นมา โดยเราสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

1
2
SELECT DISTINCT PARTY
FROM PRESIDENT

ผลลัพธ์แบบ DISTINCT

ผลลัพธ์จะเห็นว่าแสดงข้อมูล PARTY ออกมาไม่ซ้ำเลย ตรงตามความต้องการของเรา โดยการทำงานของ DISTINCT นั้นขอให้คิดว่ามันทำงานแบนี้ (เป็นการทำงานแบบให้เข้าใจง่ายแต่การทำงานจริงๆอาจไม่ใช่แบบนี้) หลังจากทำการ WHERE ตัดเอาเฉพาะ ROW ที่ต้องการหมดแล้ว ถ้ามี DISTINCT จะเอาทุก ROW มาตรวจสอบ ถ้าเจอซ้ำจะเอามาแค่อันเดียว

คราวนี้เราอยากรู้ว่าแต่ละพรรคเนี่ยมีประธานาธิบดีจากรัฐอะไรบ้างล่ะ คำตอบนั้นไม่อยากเลยครับ เราก็แค่เลือก PARTY กับ STATE_BORN แล้ว DISTINCT ออกมา เราจะได้ว่าแต่ละพรรคนั้นมีประธานาธิบดีจากรัฐอะไรบ้าง

1
2
SELECT DISTINCT PARTY, STATE_BORN
FROM PRESIDENT

GROUP BY , Build in function

สองเรื่องนี้มันมาพร้อมกันเลยต้องพูดพร้อมกัน เรามาพูดถึง GROUP BY กันก่อน

GROUP BY

ถ้าอยากรู้ว่าแต่ละพรรคนั้นมีประธานาธิบดีมาแล้วกี่คน เราจะรู้ได้อย่างไร ถ้าด้วยความรู้ที่เรามีเราสามารถใช้คำสั่ง SQL ประมาณนี้

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
SELECT COUNT(*)
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'

SELECT COUNT(*)
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Democratic'

-- ทำไปเรื่อยๆทุกพรรค

หากสังเกตดีๆเราจะเห็นว่าคำถามแบบนี้นั้นมันคือเราต้องการจัดข้อมูลเป็นกลุ่มด้วยการใช้ค่า PARTY เป็นตัวจัดกลุ่มจากนั้นเราก็ใช้ COUNT(*) นับ ROW ด้วยความต้องการแบบนี้ตัว SQL ก็เลยอำนวยความสะดวกตรงนี้ให้กับเรา โดยใช้ KEY WORD : GROUP BY โดยสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้แบบนี้

1
2
3
SELECT PARTY, COUNT(*)
FROM PRESIDENT
GROUP BY PARTY

ผลลัพธ์ออกมาสวยงาม ช่วยให้เราไม่ต้องไปเขียนคำสั่ง SQL หลายๆคำสั่งแล้วเอาผลลัพธ์มาต่อเอง

เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นโดยเพิ่มพวกเงื่อนไขการ WHERE เข้าไปด้วย ผมจะลองตั้งคำถามใหม่เป็น “อยากรู้ว่ามีพรรคไหนบ้างมีประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งเกิน 4 ปี แล้วมีกี่คน” ด้วยความต้องการนี้เราสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

1
2
3
4
SELECT PARTY, COUNT(*)
FROM PRESIDENT
WHERE YRS_SERV > 4
GROUP BY PARTY

คราวนี้เรามาอธิบายการทำงานของการทำงาน GROUP BY กัน โดยคำสั่ง GROUP BY นั้นจะทำงานหลังคำสั่ง WHERE ก็คือ หลังใช้ WHERE เลือก ROW ที่เอาทั้งหมดแล้ว เราจะเริ่มจับกลุ่มด้วยคำสั่ง GROUP BY แบ่งข้อมูลออกเป็น GROUP จากนั้นดูที่ SELECT ต่อครับว่าให้เอาอะไรไปแสดง

คราวนี้มีเรื่องสำคัญจะบอกครับใน SELECT จะเป็นการเอาข้อมูลออกไปแสดงโดยจะเอาข้อมูลไปแสดงได้แค่ COLUMN ที่โดนสั่ง GROUP BY กับ Build in function เท่านั้น คราวนี้จะเกิดคำถามว่าทำไมเลือกแสดงได้แค่ COLUMN ที่โดน GROUP BY ล่ะ ก็ง่ายครับถ้าเราเจาะลึกลงไปในผลลัพธ์จากการ GROUP BY ด้วย PARTY โดยผมจะ Show ของ GROUP ของพรรค Republican

จะเห็นว่าผลลัพธ์ที่อยู่ใน GROUP นี้มีหลาย ROW ถ้าสมมุติจะ SELECT field อื่นที่ไม่ใช่ PARTY ไปแสดงจะเอา ROW ไหนไปแสดงล่ะ ในเมื่อไม่รู้สามารถตัดสินใจได้ก็เลยห้ามไม่ให้ทำซะเลยดีกว่า ส่วน Build in function นั้นจะทำงานกับกลุ่มของ ROW แล้วผลลัพธ์เหลือผลลัพธ์เดียวอยู่แล้วดังนั้นจึงสามารถเอาไปแสดงได้ ตัวอย่างเช่น COUNT(*) คือนับทุก ROW ในกลุ่มแล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นค่าเดียวคือจำนวน ROW ในกลุ่ม

Build in function

Build in function ก็เป็น Function ที่ Database มีให้เราใช้ครับ โดย Database แต่ละเจ้าก็จะมี Build in function ให้เราเลือกใช้มากมาย โดย Build in function ที่ผมจะนำเสนอในตอนนี้จะเป็น Build in function ที่ทำงานกับกลุ่มของ ROW แล้วย่อยมันเหลือแค่คำตอบเดียว ส่วน Build in function อื่นๆค่อยพูดทีหลัง

Build in function ที่ทำงานกับกลุ่มของ ROW ที่เจอกันบ่อยๆจะมีดังนี้

  • COUNT
    มีไว้นับจำนวน ROW ในกลุ่มของ ROW นั้นว่ามีเท่าไหร่
  • MIN , MAX
    มีไว้หาค่าสูงสุดต่ำสุดของ COLUMN ที่ต้องการในกลุ่มนั้น
  • AVG
    มีไว้หาค่าเฉลี่ยของ COLUMN ที่ต้องการในกลุ่มนั้น
  • SUM
    มีไว้หาค่าผลรวมของ COLUMN ที่ต้องการในกลุ่มนั้น

ผมรวมทุก Build in function ที่นำเสนอมาในคำสั่งเดียวเลยละกัน

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
SELECT 
PARTY,
COUNT(*), -- นับทุก ROW
COUNT(DISTINCT STATE_BORN), -- นับ COLUMN STATE_BORN โดยนับเฉพาะที่ไม่ซ้ำ
MAX(YRS_SERV),
MIN(YRS_SERV),
AVG(YRS_SERV),
SUM(YRS_SERV)
FROM PRESIDENT
GROUP BY PARTY

Having

Having นั้นทำงานคล้ายๆ WHERE แต่ทำงานหลัง GROUP BY ง่ายๆคือจะเอา GROUP ไหนไปแสดง ตัวอย่างเช่น จาก QUERY ที่แล้ว อยากแสดงเฉพาะพรรคที่มีจำนวนประธานาธิบดีมากกว่า 4 ขึ้นไป เราสามารถเขียน Query ได้ดังนี้

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
SELECT 
PARTY,
COUNT(*),
COUNT(DISTINCT STATE_BORN),
MAX(YRS_SERV),
MIN(YRS_SERV),
AVG(YRS_SERV),
SUM(YRS_SERV)
FROM PRESIDENT
GROUP BY PARTY
HAVING COUNT(*) > 4

จะเห็นว่าผลลัพธ์ที่ทำการเพิ่ม HAVING COUNT(*) > 4 ผลลัพธ์จะแสดงเฉพาะกลุ่มที่ COUNT(*) > มากกว่า 4 ก็สำหรับ HAVING ก็ทำงานแค่นี้เลยง่ายมะ

จบตอนนี้แล้ว

ก็สำหรับตอนนี้ยาวหน่อยเพราะต้องพูดหลายเรื่องต้องปูทาง COUNT(*) กับ DISTINCT ก่อนเพื่อให้ไม่งง โดยหลังจากอ่านตอนนี้จบเราก็รู้เกี่ยวกับ KEY WORD เกือบจะทั้งหมดของ SQL แล้วไม่ว่าจะเป็น SELECT , FROM, WHERE, GROUP BY, HAVING, ORDER BY สำหรับตอนหน้าเราจะเข้าสู่เรื่อง JOIN ซึ่งเป็นอีก KEY WORD สำคัญที่จะทำให้เราสามารถเอาข้อมูลจากตารางอื่นๆมาใช้ได้ สำหรับตอนนี้จบแค่นี้ครับ

เพลงประกอบการเขียน Blog

เพลง “ออกอาการ” เพลงนี้ผมฟังตอนสมัยเรียนอุดมศึกษา ช่วงนั้น Facebook กับ Line กำลังดังมาก ตอนดู MV นี้ครั้งแรกอย่างงงเลยว่าจะสื่ออะไร แต่พอดูจบแล้วว้าวมากคือคิดได้ไงครับ ส่วนตัวเนื้อเพลงผมชอบมากคือมันคืออาการแบบนี้จริงๆเวลาคุยกับใครสักคนแล้วพอเขาเริ่มคิดว่าเราไม่ใช่เขาก็เริ่ม “ออกอาการ” บางอย่างให้เราเห็น

Basic SQL Part 2 - หาข้อมูลที่ต้องการด้วย WHERE และเรียงด้วย ORDER BY

หาข้อมูลที่ต้องการด้วย WHERE และเรียงด้วย ORDER BY

ผมเขียนเกี่ยวกับ SQL ไว้ 6 ตอน คุณสามารถกด Link ด้านล่างเพื่ออ่านที่เกี่ยวกับ SQL ตอนต่างๆได้เลย

ตอนที่แล้วเราลองเล่นคำสั่ง SQL แบบ Basic มากๆไปแล้ว ตอนนี้เรามาลองเล่น SQL ภาษา SQL เพิ่มในส่วนของ WHERE และ ORDER กัน ซึ่งถ้าสามารถเขียนตรง WHERE กับ ORDER ได้นี่ก็จะเขียน SQL ได้เกิน 50 % ละ ดังนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

WHERE

WHERE คือ Keyword ที่ใช้บอกว่าจะเอา Row ไหนบ้างด้วยเงื่อนไขอะไร ตัวอย่างเช่น อยากรู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนอยู่พรรค Republican บ้าง เราก็แค่เขียนคำสั่ง SQL ดังนี้ ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ดังภาพ

1
2
3
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'

จะเห็นว่าผลลัพธ์ตรง Column PARTY ของทุก Row นั้นเป็น Republican ทั้งหมดเลย วิธีการทำงานของ WHERE นั้นขอให้คิดง่ายๆว่า มันจะไล่ดูทีละ Row ว่าตรงเงื่อนไขที่ให้มาไหม ถ้าใช่จะเก็บ Row นั้นไว้ ถ้าไม่ใช่ทิ้งทันที ถ้าจากตัวอย่างเราตั้งเงื่อนไขว่า จะเอาเฉพาะ Row ที่ Column : PARTY มีค่า Republican ออกมาเท่านั้น

( นอกเรื่องไม่อ่านก็ได้ การทำงานจริงๆของ DB อาจจะไม่ได้ไล่อ่านทีละ ROW ก็ได้นะครับ จริงๆมันอาจหาข้อมูลด้วยการใช้ Index ซึ่งจะเร็วกว่าการ SCAN หลายเท่า)

เชื่อมเงื่อนไขด้วย AND และ OR

โอเคเราสามารถ WHERE หาข้อมูลได้แล้ว แต่ถ้าสมมุติอยากรู้ว่า มีประธานาธิบดีคนไหนบ้างที่ไม่ได้อยู่พรรค Republican และไม่ได้อยู่พรรค Democratic (ตอนเด็กได้ยินแต่สองพรรคนี้เลยอยากรู้ว่ามีพรรคอื่นไหม) ซึ่งจากคำถามนี้เราสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

1
2
3
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY != 'Republican' AND PARTY != 'Democratic'

เมื่อกี้ลอง AND แล้วคราวนี้มาลอง OR บ้าง ถ้าสมมุติมีคำถามว่า อยากรู้ว่ามีประธานาธิบดีคนไหนเกิดที่รัฐ New York หรือ รัฐ New Jersey บ้าง คำถามนี้สามารถเขียนเป็นภาษา SQL ได้ดังนี้

1
2
3
SELECT * 
FROM PRESIDENT
WHERE STATE_BORN = 'New York' OR STATE_BORN = 'New Jersey'

ถ้าคราวนี้เราอยากรู้ว่ามี ประธานาธิบดีคนไหน ไม่ได้อยู่พรรค Republican และไม่ได้อยู่พรรค Democratic และ เกิดที่รัฐ New York หรือ รัฐ New Jersey เราจะเขียนยังไง คำตอบคือง่ายมากครับก็คอมโบต่อกันเลย

1
2
3
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE ( PARTY != 'Republican' AND PARTY != 'Democratic' ) AND ( STATE_BORN = 'New York' OR STATE_BORN = 'New Jersey' )

WHERE มี Operation อะไรให้ใช้บ้าง

Operation ที่ SQL มีให้ใช้ก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ครับก็มี

  • = , !=

    อันนี้ก็ง่ายๆเลยใช้เทียบว่าค่า = หรือ != ค่าที่อยากหารึเปล่า

  • >= , <= > , <

    อันนี้เหมือนในคณิตศาสตร์เลยครับหาค่ามากกว่าน้อยกว่า มากกว่าเท่ากับ น้อยกว่าเท่ากับ ตามเครื่องหมายเลย

  • IN , NOT IN

    อันนี้อาจจะเป็นของใหม่ แต่จริงๆมันไม่ใหม่หรอกมันแค่ส่งเสริมความขี้เกียจคือ บางทีเราอยากได้ค่าเท่ากับหลายๆค่า เช่น จากตัวอย่างที่เราพึ่งทำไป อยากรู้ว่ามีประธานาธิบดีคนไหนเกิดที่รัฐ New York หรือ รัฐ New Jersey บ้าง แทนที่จะเขียนแบบเดิม เราสามารถเขียนโดยการใช้ IN แทนได้ดังข้างล่าง

    1
    2
    3
    SELECT * 
    FROM PRESIDENT
    WHERE STATE_BORN IN ('New York','New Jersey')

    IN ก็คือ อยากให้ค่าที่หาตรงกับค่าใดได้บ้างก็ใช้ IN

    ในทำนองเดียวกันกับตัวอย่างเรื่องพรรค เราก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ NOT IN ได้

    1
    2
    3
    SELECT *
    FROM PRESIDENT
    WHERE PARTY NOT IN ('Republican', 'Democratic')
  • LIKE อันนี้เป็น KEY WORD ใหม่อีกอัน อันนี้มีใช้ทำงานกับพวกข้อมูลที่เป็น String (อะไรที่เป็นชุดของตัวอักษร) เช่น ถ้าอยากรู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนบ้างที่ชื่อ ขึ้นต้นด้วยตัว N ด้วยความต้องการแบบนี้เลยเกิด LIKE ขึ้นมา โดยเราสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

    1
    2
    3
    SELECT * 
    FROM PRESIDENT
    WHERE PRES_NAME LIKE 'T%'

    ตรงค่า ‘T%’ นั้น % หมายความว่าอะไรก็ได้ ดังนั้น T% จึงแปลว่าค้นหา String ที่ขึ้นต้นด้วย T แล้วตามด้วยอะไรก็ได้

    ถ้าสมมุติเราอยากรู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนมีตัวอักษร x อยู่ในชื่อบ้าง เราก็สามารถเขียน SQL ได้เป็น

    1
    2
    3
    SELECT * 
    FROM PRESIDENT
    WHERE PRES_NAME like '%x%'

    ‘%x%’ แปลว่า String อะไรก็ได้ที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ แล้วมี x แล้วลงท้ายอะไรก็ได้ ว่าง่ายมี x อยู่ใน String นั้น

  • IS
    อันนี้เหมือน = เลย แต่เราจะใช้ IS กับค่าที่เป็น NULL โดย NULL แปลว่าไม่ได้กำหนด ส่วนใหญ่เราจะใช้ NULL กับค่าที่ไม่ได้กำหนด ไม่รู้ว่าคืออะไร NULL นั้นไม่ใช่ค่าว่าง ‘’ นะครับ ค่าว่างคือรู้ค่าว่าคือค่าว่าง แต่ NULL คือไม่รู้ค่าเลยว่าเป็นอะไรเลยให้เป็น NULL ตัวอย่างการใช้ NULL ก็คือ อยากรู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนยังไม่ตาย ซึ่งการยังไม่ตายนั้นแปลว่าไม่มีค่า DEATH_AGE ซึ่งก็แปลว่า DEATH_AGE นั้นมีค่าเป็น NULL เราจึงสามารถเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

    1
    2
    3
    SELECT * 
    FROM PRESIDENT
    WHERE DEATH_AGE IS NULL

ORDER BY

ORDER BY เป็น keyword ที่มีไว้สำหรับการเรียง ซึ่งเกิดมาจากในงานจริงเราอยากดูข้อมูลที่เรียงด้วยอะไรบางอย่างอยู่บ่อยๆ ถ้าอย่างเรื่องเรียนก็อยากดูข้อมูลโดยเรียงลำดับคนที่ได้คะแนนมากไปหาน้อย หรือ อยากดูข้อมูลนักเรียนเรียงตามเลขที่ อยากดูบริษัทที่มียอดสั่งซื้อสูงสุดเรียงไปหาต่ำสุด คราวนี้ถ้าอยากแสดงข้อมูลประธานาธิบดีที่อยู่พรรค Republican โดยเรียงตามปีเกิด เราจะเขียนคำสั่ง SQL ได้ดังนี้

1
2
3
4
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'
ORDER BY BIRTH_YR

แต่ถ้าอยากเรียงจากปีเกิดที่มากไปน้อยล่ะจะทำไง ก็ไม่อยากเลยครับเติม Key word DESC ตามหลังชื่อฟิลล์ที่อยากให้เรียงเท่านั้นเอง

1
2
3
4
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'
ORDER BY BIRTH_YR DESC

อันนี้จะต้องมีคำถามแน่ๆว่า “เรียงหลาย field ได้ไหม” ซึ่งก็ตอบเลยว่าได้ ไม่ยากด้วยก็แค่ใส่ชื่อ field ที่อยากเรียงตามต่อไป เช่น แสดงข้อมูลประธานาธิบดีที่อยู่พรรค Republican โดยตาม จำนวนปีที่ดำรงตำแหน่งจากมากไปหาน้อย จากนั้นเรียงด้วยชื่อจากน้อยไปหามาก ด้วยคำถามนี้เราสามารถเขียน SQL แบบนี้

1
2
3
4
SELECT *
FROM PRESIDENT
WHERE PARTY = 'Republican'
ORDER BY YRS_SERV DESC, PRES_NAME

จบตอนนี้แล้ว

สำหรับตอนนี้เราได้รู้เกี่ยวกับการ WHERE ด้วยเงื่อนไขต่างๆการใช้ AND OR เชื่อมเงื่อนไข และการใช้ ORDER BY ในการเรียงข้อมูล ซึ่งในจากเรื่องที่เรียนตอนนี้ผมว่าหลายๆคนคงจะเริ่มเข้าใจการทำงานของ SQL มากขึ้นแล้ว สำหรับตอนต่อไปเราจะมีพูดถึงเรื่องการใช้ GROUP BY , Build in function และ HAVING กันว่ามันคืออะไร ทำงานอย่างไร คำถามแบบไหนที่เจอแล้วเข้าข่ายว่าจะใช้ Key word พวกนี้ สำหรับตอนนี้ขอตัดจบก่อนครับ

เพลงประกอบการเขียน Blog

เพลงเหนื่อยของวง SUDDENLY ฟังแล้วอารมณ์คล้ายๆกับเพลง เหนื่อยใจ เลย พอฟังเพลงแนวนี้ทีไรนึกถึงตอนเรียนวิชา Digital ที่พูดถึงเรื่อง AND gate ที่ถ้าขานึงมันเป็น FALSE แล้ว มันจะได้ FALSE เสมอ ไม่ว่าจะพยายามใส่ค่าที่ขาอีกข้างหนึ่งเป็นอะไรมันไร้ประโยชน์

Basic SQL Part 1 - เริ่มต้นกับ SQL ด้วยวิธีธรรมดา ไม่ยาก ไม่ง่าย

เริ่มต้นกับ SQL ด้วยวิธีธรรมดา ไม่ยากแล้วก็ไม่ง่าย

ผมเขียนเกี่ยวกับ SQL ไว้ 6 ตอน คุณสามารถกด Link ด้านล่างเพื่ออ่านที่เกี่ยวกับ SQL ตอนต่างๆได้เลย

ในยุคสมัยที่งานเกี่ยวกับ Data กำลังดังแบบหยุดไม่อยู่ ใครๆก็อยากมาทำงานสาย Data ถ้าจะก้าวย่างเข้ามาสายนี้ก็คงจะเคยได้ยินคำว่า SQL (อ่านได้หลายอย่าง เอส-คิว-แอล , ซี-ควล , ซี-เควล ใครจะอ่านแบบไหนก็ตามใจเลยครับ การเรียกมันแล้วแต่ถิ่นที่นั้นจะเรียกแบบไหน ไม่มีถูกไม่มีผิด) แล้ว SQL คืออะไร จริงๆมันย่อมาจาก Structured Query Language ซึ่งมีอธิบายไว้มากมายซึ่งน่าจะอธิบายดีกว่าผมสามารถไปอ่านได้ WIKI MEDIUM ของคุณ Todspol Wonhchomphu

แต่ถ้าให้ผมอธิบายมันก็คือคำสั่งที่ให้ไปเอาข้อมูลออกมาจากที่เก็บ ซึ่งที่เก็บนั้นเขาเรียกกันว่า Database (บางคนเรียก Database บางคนเรียกถัง (เพราะมาจากรูปที่ใช้วาด Diagram มันเหมือนถัง) บางคนเรียก ฐานข้อมูล (ภาษาไทย) ) ครับ

แต่ก่อนจะอธิบาย SQL จนยืดยาวเรามาอธิบายเรื่อง Database กันก่อน

Database คือที่เก็บข้อมูล

Database คือที่เก็บข้อมูลครับ พอเราจะเก็บข้อมูลเราจะมาเก็บที่ Database คราวนี้ก็จะมีคำถามว่าเก็บยังไงใช่ไหมครับ ซึ่ง Database ก็มีวิธีเก็บข้อมูลหลากหลายรูปแบบตามแต่ละชนิดของ Database เลย โดย Database ที่เราจะใช้กับภาษา SQL นั้นจะถูกเก็บและแสดงข้อมูลในลักษณะตาราง (จริงๆผมควรใช้คำว่า Interface ที่ Database แสดงให้เราเห็นเวลาดึง หรือ เก็บข้อมูล เป็นแบบตาราง แต่การ Implement การเก็บข้อมูลจริงๆนั้น อาจจะไม่เป็นตาราง แต่เดี๋ยวจะงง และผมก็เชื่อว่าคนที่อ่านในวงเล็บนี่น่าจะงงแล้ว ) ตัวอย่างเช่น ข้อมูลประธานาธิบดีสหรัฐ

ข้อมูลประธานาธิบดีสหรัฐ

สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่เราเก็บอยู่ใน Database โอเคแค่เก็บข้อมูลมันก็ดูไม่มีประโยชน์อะไร เก็บแล้วต้องใช้ได้สิถึงจะมีประโยชน์ ถ้าสมมุติเราตั้งสมมุติฐานเล่นๆว่าการเป็นประธานาธิบดีเนี่ยน่าจะทำให้คนคนนั้นอายุสั้นน่าจะตายภายในอายุไม่เกิน 60 ปี คราวนี้เราอยากพิสูจน์ว่าสมมุติฐานนั้นจริงไหม เราก็แค่ไปค้นหาข้อมูลว่ามีประธานาธิบดีคนไหนตายหลังอายุเกิน 60 ปีบ้างไหม ก็จะสามารถตอบคำถามเราได้แล้ว ซึ่งโชคดีที่ข้อมูลใน Database ของเรานั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับอายุตอนตายพอดี

ดังนั้นถ้าเราอยากตอบคำถามด้านบนเราก็แค่ออกคำสั่งว่า “แสดงข้อมูลของประธานาธิบดีที่มีอายุตอนตายมากกว่า 60” ตัว Database ก็จะไปเอาข้อมูลออกมาให้ คำสั่งนี่แหละคือ SQL ไง ง่ายไหม SQL ก็คือคำสั่งที่สั่งให้ Database ไปเอาข้อมูลที่ต้องการออกมาให้

ลองสร้าง Database กัน

ตอนผมหัดเล่น SQL ตอนเรียนปี 3 นั้น พบความยุ่งยากเกี่ยวกับการที่ต้องมานั่ง Install ตัว Database server ที่ใช้เก็บข้อมูล เพื่อนผมบางคนลงแล้ว Run ไม่ได้ ถอดใจไม่ลองเล่นเลยก็มี แต่โชคดีตอนนี้เราสามารถสร้าง Database แล้วใช้งานแบบ Online โดยไม่ต้องลงโปรแกรมได้แล้ว โดยเราจะใช้งานผ่าน Web : https://sqliteonline.com/

จากนั้น copy คำสั่งด้านล่างนี้เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประธานาธิบดีสหรัฐลงใน Database

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
48
CREATE TABLE IF NOT EXISTS PRESIDENT (
`PRES_NAME` VARCHAR(128) ,
`BIRTH_YR` INT,
`YRS_SERV` INT,
`DEATH_AGE` INT ,
`PARTY` VARCHAR(128) ,
`STATE_BORN` VARCHAR(128)
);
INSERT INTO PRESIDENT VALUES
('Washington G',1732,7,'67','Federalist','Virginia'),
('Adams J',1735,4,'90','Federalist','Massachusetts'),
('Jefferson T',1743,8,'83','Demo-Rep','Virginia'),
('Madison J',1751,8,'85','Demo-Rep','Virginia'),
('Monroe J',1758,8,'73','Demo-Rep','Virginia'),
('Adams J Q',1767,4,'80','Demo-Rep','Massachusetts'),
('Jackson A',1767,8,'78','Democratic','South Carolina'),
('Van Buren M',1782,4,'79','Democratic','New York'),
('Harrison W H',1773,0,'68','Whig','Virginia'),
('Tyler J',1790,3,'71','Whig','Virginia'),
('Polk J K',1795,4,'53','Democratic','North Carolina'),
('Taylor Z',1784,1,'65','Whig','Virginia'),
('Fillmore M',1800,2,'74','Whig','New York'),
('Pierce F',1804,4,'64','Democratic','New Hampshire'),
('Buchanan J',1791,4,'77','Democratic','Pennsylvania'),
('Lincoln A',1809,4,'56','Republican','Kentucky'),
('Johnson A',1808,3,'66','Democratic','North Carolina'),
('Grant U S',1822,8,'63','Republican','Ohio'),
('Hayes R B',1822,4,'70','Republican','Ohio'),
('Garfield J A',1831,0,'49','Republican','Ohio'),
('Arthur C A',1830,3,'56','Republican','Vermont'),
('Cleveland G',1837,8,'71','Democratic','New Jersey'),
('Harrison B',1833,4,'67','Republican','Ohio'),
('McKinley W',1843,4,'58','Republican','Ohio'),
('Roosevelt T',1858,7,'60','Republican','New York'),
('Taft W H',1857,4,'72','Republican','Ohio'),
('Wilson W',1856,8,'67','Democratic','Virginia'),
('Harding W G',1865,2,'57','Republican','Ohio'),
('Coolidge C',1872,5,'60','Republican','Vermont'),
('Hoover H C',1874,4,'90','Republican','Iowa'),
('Roosevelt F D',1882,12,'63','Democratic','New York'),
('Truman H S',1884,7,'88','Democratic','Missouri'),
('Eisenhower D D',1890,8,'79','Republican','Texas'),
('Kennedy J F',1917,2,'46','Democratic','Massachusetts'),
('Johnson L B',1908,5,'65','Democratic','Texas'),
('Nixon R M',1913,5,NULL,'Republican','California'),
('Ford G R',1913,2,NULL,'Republican','Nebraska'),
('Carter J E',1924,4,NULL,'Democratic','Georgia'),
('Reagan R',1911,3,NULL,'Republican','Illinois');

พอกด Run เสร็จจะได้ผลลัพธ์ดังภาพด้านล่าง ซึ่งจะเห็นว่ามีตาราง PRESIDENT โผล่ขึ้นมาแล้ว

ตัว Database แบบนี้นั้นจะเก็บข้อมูลเป็นตาราง โดยสามารถเก็บได้หลายตาราง โดยแต่ละตารางเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ แต่ละตารางสามารถมี Column ที่จะเก็บข้อมูลไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น จากตัวอย่าง

ตาราง PRESIDENT

เก็บข้อมูล 5 Column คือ

  • PRES_NAME : ชื่อประธานาธิบดี
  • BIRTH_YR : เกิดปี ค.ศ. อะไร
  • YRS_SERV : จำนวนปีที่ดำรงตำแหน่ง
  • DEATH_AGE : อายุรวมกี่ปีตอนเสียชีวิต
  • STATE_BORN : เกิดที่รัฐไหน

ตาราง DEMO

เก็บข้อมูล 3 Column คือ

  • ID
  • NAME
  • HINT

จะเห็นว่าทั้ง 2 ตารางสามารถเก็บข้อมูลได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราอยากเก็บข้อมูลอะไรใหม่ๆที่อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับตารางที่มีอยู่แล้ว ก็แค่สร้างตารางใหม่ขึ้นมาเก็บข้อมูล แต่ในเรื่องที่เราจะเรียนรู้กันนี้ผมจะเน้นไปที่เรื่องเกี่ยวกับ SELECT เป็นหลัก

ลองคำสั่ง Basic SQL กัน

เรามาลองคำสั่งที่ Basic ที่สุดของภาษา SQL นั่นคือคำสั่ง SELCT * FROM โดยทำการลอง Copy code ข้างล่างไปใส่ในช่อง Query จากนั้นทำการกด Run ตามภาพ

1
2
SELECT *
FROM PRESIDENT

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือข้อมูลทั้งหมดในตาราง PRESIDENT ออกมา คราวนี้เราลองเปลี่ยนคำสั่งเป็นคำสั่งด้านล่าง แล้วลอง Run ดู

1
2
SELECT PRES_NAME, BIRTH_YR, DEATH_AGE
FROM PRESIDENT

จะเห็นว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเหลือแค่ 3 Column คือ PRES_NAME, BIRTH_YR, DEATH_AGE ซึ่งพอลองมาถึงตรงนี้ก็คงจะพอเข้าใจ Key word SELECT กับ FROM แล้ว

อธิบาย

1
2
3
4
5
6
7
8
9
SELECT PRES_NAME, BIRTH_YR, DEATH_AGE 
-- SELECT เป็นการบอกว่าจะแสดงข้อมูล Column อะไรบ้าง
-- โดยในตัวอย่างคือแสดง Column : PRES_NAME, BIRTH_YR, DEATH_AGE
-- ถ้าเป็น * แปลว่าเอาทุก Column

FROM PRESIDENT
-- FROM เป็นการออกบอกว่าไปเอาข้อมูลจากตารางอะไร
-- ในตัวอย่างนี้คือเอาข้อมูลจากตาราง PRESIDENT

ลองเล่นดูเองบ้าง

คราวนี้เพื่อความเข้าใจลองเล่นคำสั่ง SQL กันเองดูบ้างเช่น เปลี่ยน FROM เป็นค่าอื่น เปลี่ยนค่า SELECT เป็นค่าอื่น แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
-- SQL 1
SELECT *
FROM demo


-- SQL 2
SELECT PRES_NAME, BIRTH_YR, DEATH_AGE
FROM demo

-- SQL 3
SELECT ID
FROM PRESIDENT

สรุป

สำหรับตอนนี้เราได้รู้จักว่า SQL คืออะไร Database ที่จะใช้กับ SQL เก็บข้อมูลในลักษณะแบบไหน แล้วก็ลองสร้างและใช้ Database ผ่านเว็บ https://sqliteonline.com/ และก็ได้ทดลองใช้คำสั่ง SQL พื้นฐานกัน ในส่วนตอนถัดไปเราจะมาลงลึกเกี่ยวกับ SQL กันต่อ ส่วนตอนนี้ขอจบเท่านี้ครับ

เพลงประกอบการเขียน Blog

เพลง my moon ของ น้องแจม และ น้องข้าวเจ้า

Candide ตอนที่ 9

ตอนที่ 9 : อะไรจะเกิดขึ้นกับ Cunegonde Candide หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวน และ Don Issachar

หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนคือชาวฮิปรูที่เจ้าอารมณ์ที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมาตั้งแต่พวกเขาโดนจับที่บาบิโลน

“นี่มันอะไร นางแพศยา เจ้ามีข้าและหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่พอเหรออีกเหรอถึงต้องเอาเจ้าชั่วนี่มาใช้ร่วมอีก” Don Issachar กล่าว พร้อมกับดึงกริชยาวที่พกติดตัวตลอดออกมา และพุ่งเข้าใส่ Candide ทันที แต่ Candide ก็ใช้ดาบที่ได้มาพร้อมกับชุดที่ได้จากหญิงชรามาใช้ต่อสู้ ถึงแม้ Candide นั้นจะเป็นคนจิตใจอ่อนโยน แต่ในเหตุการณ์นี้เขาแทง Don Issachar จนตายและศพล้มลงที่ปลายเท้าของ Cunegonde

“โอ้ พระเจ้า” Cunegonde ร้องลั่น “มีคนตายที่นี่ ถ้าเจ้าหน้าที่ยุติธรรมมา อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเรา”

“ถ้าอาจารย์ Pangloss ไม่ถูกแขวนคอ ตอนนี้เขาคงจะให้คำปรึกษาที่ดีแก่เราได้เพราะเขาเป็นนักปรัชญาที่เก่งกาจ แต่ตอนนี้คงหวังพึ่งเขาไม่ได้แล้ว เราควรขอคำปรึกษาจากหญิงชรา” Candide เอ่ยขึ้น

หญิงชราผู้มีความรอบคอบเยือกเย็นได้ให้คำปรึกษาทันทีหลังจากที่ประตูห้องเธอถูกเปิดออกอย่างกะทันหันพร้อมคำถามของ Cunegonde

ตอนนี้ผ่านไปหลังจากเที่ยงคืน ตอนนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของวันอาทิตย์ วันนี้เป็นวันของหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวน เขาเข้ามาแล้วเจอ Candide ถือดาบ และมีศพนอนอยู่บนพื้น

ในขณะนั้น Candide ก็กำลังใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าผู้ชายคนนี้ไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ เขาจะต้องจับข้าไปเผาและ Cunegonde ก็คงจะโดนจับไปเผาเช่นเดียวกัน เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ เขาเป็นคู่แข่ง และ ตอนนี้ข้าได้ฆ่าคนไปแล้ว ข้าจะฆ่าเขาโดยไม่ลังเลอีกแล้ว เมื่อคิดทุกอย่างเรียบร้อย Candide ก็ตัดสินใจแทงหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนทันทีโดยไม่ทันให้เขาคลายจากความงุนงงกับภาพที่เกิดขึ้น Candide เอาศพของหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนไปวางข้างๆ Don Issachar

“นี่เจ้าฆ่าคนอีกแล้ว ต่อจากนี้คงไม่มีใครมอบความเมตตาให้กับเรา เราจะต้องตายแน่ๆ เจ้าทำได้อย่างไร เจ้าที่เป็นคนที่มีความเมตตาและอ่อนโยน แต่ในตอนนี้เจ้าฆ่าคนไปสองคนในเวลาแค่ 2 นาที “

Candide ตอบกลับไปว่า “ยอดรักของข้า สิ่งที่ทำให้เกิดคือ ความรัก ความอิจฉา และ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนนั้นทำให้ข้าโดนเฆี่ยน ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำไมข้าจะไม่ฆ่าเขา”

หญิงชราเอ่ยขึ้นมาว่า

“ที่นี่มีม้า Andalusian อยู่สามตัวและมีบังเหียนและอานอยู่ในคอกม้า เรื่องนี้ปล่อยให้ Candide เป็นคนจัดการ ส่วนท่านหญิงท่านเตรียมเงิน อัญมณี เราจะออกจากที่นี่ด้วยการควบม้าให้เร็วที่สุด แม้ว่าข้าจะนั่งบนม้าได้แค่สะโพกข้างเดียว โดยเราจะมุ่งหน้าไปที่ Cadiz ซึ่งที่นั่นเป็นที่ที่อากาศดีที่สุดในโลก และมันจะเป็นการเดินทางยามค่ำคืนที่ดี”

ไม่นานหลังจากนั้น Candide เอาบังเหียนและอานม้าใส่ให้กับม้า ทั้งสามเดินทางเป็นระยะทาง 30 ไมล์ ในขณะเดียวกันนั้น เหล่าคนของโบสถ์ได้เข้าไปที่บ้านและพบศพของคนทั้งสอง ศพของหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนถูกฝังอย่างดีที่โบสถ์ ส่วนศพของ Don Issachar นั้นถูกทิ้งในกองขยะ

Candide Cunegonde และหญิงชราได้มาถึงเมืองเล็กของ Avacena ซึ่งอยู่ในใจกลางของเขา Sierra Morena และทั้งหมดได้เข้าพักในโรงแรม

คุยกันหลังแปล

ช่วงนี้งงกับการแทนตัวละครมากว่าตกลงใครเป็นใคร จริงๆแปลผิดตั้งแต่ตอนที่ 8 แล้วด้วย พอมาอ่านอ้าวมันไม่ได้มาพร้อมกันนี่หว่าเลยต้องกลับไปแก้ที่แปลตอน 8 เสร็จตอนนี้อาจจะหายไปยาวๆนะครับ รู้สึกเริ่มเบื่อการแปลเรื่องนี้ อาจจะไปหาอย่างอื่นทำแล้วค่อยกลับมาแปลต่อ แต่ยังไงก็พยายามแปลให้จบเรื่องเพราะเป็นเป้าหมายในปีนี้

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm

Candide ตอนที่ 8

ตอนที่ 8 : เหตุการณ์ในอดีตของ Cunegonde

“ข้ากำลังหลับอยู่บนเตียงในขณะที่พระเจ้าได้ส่งพวกบัลแกเรียมาที่ปราสาทอันสวยงามของบารอน Thunder-ten-Tronckh พวกมันฆ่าพ่อ พี่ชาย และ แม่ของข้า โดยทหารชาวบัลแกเรียที่สูง 6 ฟุต ภาพนั้นทำให้ข้าสลบลงไป หลังจากได้สติ ข้าร้องไห้ ข้าดิ้น ข้ากัด ข้าข่วน ข้าอยากจะควักลูกตาของทหารชาวบัลแกเรียที่มันทำกับครอบครัว ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับปราสาทเมื่อมันถูกยึดได้จากสงคราม เจ้าทหารเลวนั่นทำร้ายข้าที่ด้านซ้ายด้วยอาวุธของมัน รอยแผลเป็นยังอยู่กับฉันเลย”

“ข้าอยากจะขอดูได้ไหม” Candide ถาม

“เจ้าจะได้ดู ฟังเรื่องต่อเถอะ” Cunegonde ตอบ

“ต่อเลย” Candide ตอบ

หัวหน้าทหารของบัลแกเรียเข้ามาและเห็นเลือดที่ไหลออกมาตัวข้า และเหล่าทหารที่ไม่สนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าทหารเลวนั่นจึงใช้ดาบฟันเจ้าเลวนั่นจนตาย เขาได้รักษาบาดแผลข้าแล้วให้ข้าเป็นเชลยสงครามของเขา ข้าซักเสื้อผ้าของเขา ทำอาหารให้เขา เขาคิดว่าข้าสวยมากและเขาก็ยอมรับมัน ในทางกลับกันข้ามองว่าเขานั้นมีรูปร่างดีผิวขาว แต่เขาแทบจะไม่มีหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเลยและเจ้าอาจจะเห็นได้ชัดว่า เขาไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ Pangloss

สามเดือนจากนั้นเงินของเขาก็หมดลงประกอบกับการความท้อแท้ที่จะเอาชนะใจข้า เขาจึงขายข้าให้กับชาวยิวชื่อ Don Issachar ที่ทำการค้าขายระหว่างฮอลล์แลน กับ โปรตุเกส คนผู้นี้หลงใหลในตัวผู้หญิงมาก ชาวยิวคนนี้นั้นสนใจข้าเป็นอย่างมากแต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะใจข้าได้ ข้าต่อต้านเขามากกว่าที่ทำการหัวหน้าทหารบัลแกเรียคนนั้นเสียอีก ผู้หญิงบริสุทธ์อาจแปดเปื้อนด้วยการข่มขืนแต่จิตใจของเธอจะแข็งแกร่งขึ้นจากเหตุกาณ์นั้น เพื่อจะจัดการกับข้าได้ง่ายขึ้นเขาจึงนำข้ามาไว้ที่บ้านแห่งนี้ จนถึงเมื่อครู่ที่นี่นั้นไม่อาจเทียบกับปราสาท Thunder-ten-Tronckh ของพ่อข้า แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิด

วันหนึ่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวน Inquisitor ได้เห็นข้าท่ามกลางมวลชน เขาก็จ้องข้าเป็นเวลานานมาก จากนั้นเขาก็ส่งคนมาบอกว่าต้องการคุยกับข้าเป็นการส่วนตัว ข้าจึงไปพบเขาที่ปราสาทของเขาที่ซึ่งข้าได้เล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวข้าและเขาก็เสนอที่จะเป็นตัวแทนที่จะบอกว่าตระกูลของข้านั้นเป็นชาวอิสราเอล ไม่นานก็มีข้อตกลงส่งไปให้ Don Issachar เรื่องการปล่อยข้าเป็นอิสระ แต่ Don Issachar นั้นเป็นนายธนาคารศาล และเป็นผู้มีอำนาจด้านการเงิน เขาจึงไม่สนใจข้อตกลงนี้ หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนเลยขู่เขาด้วยการจับจะเขาไปบูชายันต์ (auto-da-fé โดนแบบที่พวก Candide โดนนั่นแหละ) ซึ่งนั่นทำให้เขาหวาดกลัวมากจนต่อรองว่า เขาจะยกบ้านและตัวข้าให้หัวหน้าเจ้าหน้าทีสืบสวนใช้ร่วมกันกับเขา โดย Don Issachar นั้นจะเป็นเจ้าของในวันจันทร์ พุธ เสาร์ ส่วนวันที่เหลือหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะเป็นเจ้าของ นี่มันก็ผ่านมาแล้ว 6 เดือนหลังจากเกิดข้อตกลงนี้ ทั้งหัวเจ้าหน้าที่และ Don Issachar ไม่อยากทะเลาะกันเรื่องว่าใครจะเป็นเจ้าของวันเสาร์ตอนกลางคืนถึงวันอาทิตย์ (เข้าใจว่าอยากจะแบ่งให้เป็น 3 วันครึ่ง แต่ไม่รู้จะแบ่งยังไง) ในกฏที่ตั้งขึ้นและพวกเขาก็ไม่อยากตั้งกฏใหม่ แต่สำหรับข้านั้นข้าต่อต้านทั้งคู่ แล้วฉันก็มั่นใจว่าที่ข้าทำอย่างนั้นทำให้ข้ายังเป็นที่ต้องการอยู่

เพื่อจะหยุดการเกิดแผ่นดินไหวและข่มขู่ Don Issachar หัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนจึงจัดงานบูชายันต์ (auto-da-fé) เขาให้เกียรติข้าโดยเชิญชั้นเข้าไปร่วมงาน ข้าได้ที่นั่งที่ดีมากมันเป็นที่ที่ทำให้เห็นฝูงชนและการประหารชีวิต ข้าอยู่ตรงนั้นในตอนที่กำลังจะประหารชาวยิวสองคนและกะลาสีเรือที่แต่งงานกับแม่ทูนหัวของตัวเอง แต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ทำให้ข้าประหลาดใจ ตื่นกลัว และเป็นปัญหา เมื่อข้ามองไปที่คนที่ใส่ชุด san-benitos และหมวกกระดาษทรงบิชอปนั้น ข้าจำได้ทันทีว่านั่นคือ Pangloss ข้าขยี้ตาเพื่อดูอีกครั้งอย่างตั้งใจ ข้าเห็นเขาถูกแขวน แล้วก็ข้าก็เป็นลมไปแต่ไม่นานข้าก็ได้สติ และเห็นเจ้ากำลังถูกจับให้เปลือยเปล่า และนั่นทำให้ข้ากลัวและสิ้นหวังอย่างสุดขีด ข้าขอบอกตามตรงว่า ผิวของเจ้านั่นขาวกว่าหัวหน้าทหารบัลแกเรียคนนั้น ด้วยเหตุการณ์มันยิ่งเพิ่มกลัวของข้าเป็นอย่างมากมันกำลังกลืนกินข้าข้ารับมันไม่ไหว ข้ากรีดร้องออกมาว่า “หยุดการกระทำอันป่าเถื่อนนั้น “ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ เจ้ากำลังโดนเฆี่ยน มันจะเป็นไปได้เหรอที่คนรู้จักของข้าสองคน Candide ชายที่ข้ารัก กับ อาจารย์ Pangloss จะมาอยู่ที่ Lisbon นี่ คนนึงกำลังโดนเฆี่ยนตี อีกคนกำลังโดนแขวน โดยคำสั่งของหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวน อาจารย์นั้น Pangloss หลอกลวงข้าที่บอกว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด

ผิดหวัง สูญเสีย บางสิ่งที่เคียงข้าง และ บางสิ่งกำลังจะตายด้วยความอ่อนแอ จิตใจของข้าเต็มไปด้วย ภาพที่พ่อแม่และพี่ชายโดนสังหารหมู่และภาพตัวข้าที่ถูกแทงโดยเจ้าทหารบัลแกเรียชั่วนั่น ความรู้สึกที่ข้าจำยอมหัวหน้าทหารบัลแกเรีย ความน่าเกลียดของ Don Issachar ความน่าสะอิดสะเอียนของเจ้าหน้าที่สืบสวน ภาพของอาจารย์ Pangloss ถูกประหาร ภาพที่เจ้าถูกเฆี่ยนตี และ ภาพที่ข้าได้ให้เจ้าจูบที่มือในครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน ข้าอ้อนวอนพระเจ้าให้นำเจ้ากลับมาหาข้า ข้าพยายามหลายอย่าง ข้าได้ส่งหญิงชราไปดูแลเจ้าและรีบพาเข้ามาที่นี่ให้เร็วที่สุดซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก ตอนนี้ข้าได้รับความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายเมื่อได้พบและคุยกับเจ้าอีกครั้ง แต่ตอนนี้เจ้าน่าจะหิวแล้วและตัวข้าก็เช่นกัน เรามากินมื้อค่ำกันเถิด

ทั้งคู่นั่งกินมื้อค่ำด้วยกันที่โต๊ะอาหารและเมื่อกินอาหารหมดทั้งคู่ก็นั่งลงที่โซฟา ในขณะเดียวกันกับที่ Don Issachar มาถึงเพราะวันนี้เป็นวันสะบาโตของเขาและเขามาเพื่อจะใช้สิทธิ์ของเขาและบอกรักกับหญิงที่เขารัก

คุยกันหลังแปล

ตอนนี้งงมากคือ Pangloss บอกว่าถูกฟันจนเครื่องในไหลออกมา belle open คือผมแปลว่า “ดาบฟันจนท้องเปิดอะ” แต่นี่แม่งไม่ตาย แล้วมีบอกว่าถูกตัดด้านซ้ายแล้วเป็นแผล อันนี้งงว่า left side คืออะไร แก้มเหรอ ไม่น่าใช่ ถ้าแก้ม Candide มันจะขอดูแผลทำไม งงจัดๆว่าโดนฟันตรงไหน ส่วนเรื่องการแบ่งวันก็งงเหมือนกัน ตอนแรกมันบอกว่า Don Issachar จะได้ วันจันทร์ พุธ เสาร์ ส่วนหัวหน้าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะได้วันที่เหลือ แล้วตอนหลังว่าจะแบ่งใหม่แต่แต่มีปัญหาเรื่องช่วงคืนวันเสาร์ถึงอาทิตย์ คืองงว่ามันแบ่งยังไง 7 / 2 = 3.5 แต่ คืนเสาร์ถึงอาทิตย์มันคือ 1.5 แปลว่า 7 - 1.5 = 5.5 แสดงว่ามันแบ่งไม่ครึ่งตั้งแต่แรกรึเปล่า

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm

Candide ตอนที่ 7

ตอนที่ 7 : หญิงชราดูแล Candide อย่างไร และ Candide เขาได้เจอสิ่งที่เขารักได้อย่างไร

Candide ไม่ได้มีความกล้าหาญ แต่เขาก็ตามหญิงแก่ไปกระท่อมเก่าๆที่ใกล้พัง ที่ที่เธอใช้น้ำมันทารักษาแผลของบนร่างกายของเขา และพาเขาไปพักไปที่เตียง พร้อมทั้งให้เสื้อผ้า และ อาหารแก่เขา

“กินอาหารนั่นให้หมดซะ จากนั้นก็จงพักผ่อน” หญิงชราเอ่ย “ขอให้ท่านหญิงแห่ง Atocha นักบุญ Anthony และ นักบุญ James แห่ง Compostella มาปกป้องท่าน ข้าจะกลับมาในวันพรุ่งนี้”

Candide ประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาถูกทรมานแต่อยู่ๆก็มีหญิงชรามาช่วยเหลือเขา ในตอนนั้นเขาจึงอยากจะจูบมือหญิงชรา (ในมุมนี้เข้าใจว่าอยากจูบมือเพื่อขอบคุณ)

“ไม่ใช่มือของข้าหรอกที่เจ้าควรจะจูบ” หญิงชราเอ่ย “ข้าจะกลับมาพรุ่งนี้ เอายานั่นทารักษาแผลที่ตัว กินอาหารแล้วพักผ่อนซะ”

Candide ที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมากมาย ก็ได้กินและนอนหลับไป เช้าวันต่อมาหญิงชราก็กลับมาพร้อมอาหารเช้า จากนั้นก็ดูแผลที่หลังของ Candide จากนั้นก็เอายามาให้เขา ตอนเย็นหญิงชราก็กลับมาพร้อมอาหารค่ำ วันต่อๆมาหญิงชราก็ทำแบบเดิมเหมือนกับเป็นพิธการอะไรบางอย่าง

“คุณคือใคร ใครเป็นคนทำให้คุณมีความจิตใจดีงามขนาดนี้ แล้วคุณจะได้รับอะไรจากการช่วยผมไว้” Candide เอ่ยปากถาม

หญิงชราไม่ตอบ เธอกลับมาอีกครั้งในตอนเย็น แต่รอบนี้เธอไม่ได้เอาอาหารมาด้วย

“ตามข้ามา แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” หญิงชราเอ่ยขึ้น เธอดึงแขน Candide แล้วพาเดินไปอีกประมาณ 1 / 4 ไมล์เข้าสู่ทุ่ง ในที่สุดพวกเขามาถึงบ้านที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว รอบๆบ้านถูกรายล้อมไปด้วยสวนและคลอง หญิงชราเคาะที่ประตูไม่นานประตูก็เปิดออก เธอเดินนำ Candide เข้าไปด้านในขึ้นบันไดไปสู่ห้องเล็กๆที่ตกแต่งอย่างหรูหรา เธอให้เขาบนโซฟา จากนั้นออกจากห้องไป

Candide คิดว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในฝัน และในฝันที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นมีแต่เรื่องไม่ดี แต่ในตอนนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ยอมรับได้ว่าดี

ไม่นานหญิงชราก็กลับมาพร้อมกับหญิงสาวท่าทางสง่าผ่าเผยสวมเครื่องประดับแลใส่ผ้าคลุมหน้าไว้

“เปิดที่คลุมหน้าออก” หญิงชราบอกกับ Candide

ชายหนุ่มเดินไปด้านหน้าหญิงสาวพร้อมเอามือดึงผ้าคลุมหน้าออก ในเวลานั้นเป็นเวลาที่เขาประหลาดใจมาก ตรงหน้าของเขาคือ Cunegonde เขาได้พบเธอ นั่นใช่เธอจริงๆเหรอ ร่างกายของเขาหมดแรงขึ้นมาทันที เขาสามารถพูดคำใดๆออกมาได้ เขาล้มลงไปที่เท้าเธอ ส่วน Cunegonde ก็ล้มลงไปที่โซฟา หญิงชราไปเอายาดมมา ไม่นานพวกเขาก็ฟื้นขึ้นมา ทุกคำถาม ทุกคำตอบ ถูกขัดขวางด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมา ทั้งน้ำตา และ การ้องไห้ หญิงชราตัดสินใจให้สองคนได้ใช้เวลาร่วมกันจึงเดินออกจากห้องไป

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้ายังมีชีวิต ทำไมถึงมาเจอเจ้าที่โปรตุเกสได้ ทำไมเจ้าถึงไม่ตาย อาจารย์ Pangloss บอกว่าเจ้าถูกฟันจนท้องเปิดเห็นเครื่องใน” Candide ถาม

“ใช่ พวกเขาทำ แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้รุนแรงถึงตาย” Cunegonde ตอบ

“พ่อกับแม่ของเจ้าถูกฆ่าตายแล้ว” Candide ถามต่อ

“ใช่” Cunegonde ตอบพร้อมน้ำตา

“พี่ชายของเจ้าล่ะ” Candide ถามต่อ

“พี่ชายของข้าก็ตายแล้วเช่นกัน” Cunegonde

“แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่โปรตุเกสได้ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่ และเหตุการณ์แปลกๆที่พาข้ามาที่บ้านหลังนี้คืออะไร”

“ข้าจะเล่าให้ฟังทั้งหมด แต่หลังจากที่ท่านเล่าว่าตั้งแต่ท่านจูบมือข้าและถูกขับไล่ออกไปนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง” Cunegonde ตอบ

Candide เชื่อฟังเธอ แม้ว่าเขาจะยังประหลาดใจที่ได้เจอเธอ แม้เขาจะไม่มีเสียงแล้ว แม้เขาจะยังเจ็บหลังอยู่ แต่เขาก็เล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเจอหลังจากที่เขาแยกจากกับเธอ Cunegonde เงยหน้ามองไปที่สวรรค์ เธอร้องไห้เมื่อได้ยินเรื่องที่ James ชายที่แสนดี และ อาจารย์ Pangloss นั้นต้องตาย หลังจากฟังเสร็จ Cunegonde ก็ได้เริ่มเล่าเรื่องราวของเธอให้ Candide ฟัง

คุยกันหลังแปล

ตอนที่ 7 ที่ได้แปลรู้สึกเลยว่าพวกคำบรรยาย คำพรรณา นี่แบบจะใส่มาทำไมวะ แม่งโคตรยุ่งยากในการแปลเลย แต่พอมานึกถึงนิยายไทยที่เคยอ่านก็แบบ เออ ใช้คำบรรยาย คำพรรณา เหมือนกัน แล้วพอมีคำพวกนี้มันเลยดูมีอะไรมากกว่าการเล่าแบบธรรมดา สำหรับตอนนี้เฮ้ย มันได้เจอคนรักมันแล้วว่ะ ตอนนี้เหมือนเริ่มปูทางไปตามทฤษฎีของ Pangloss ทฤษฎีที่บอกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาเกิดมาเพื่อปูทางไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm

Candide ตอนที่ 6

ตอนที่ 6 : โปรตุเกสจัดการบูชายันต์อย่างไรเพื่อป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต และ Candide ถูกโบยต่อหน้าสาธารณะชนได้อย่างไร

หลังจากแผ่นดินไหวทำลาย 3 ใน 4 ส่วนของ Lisbon ผู้มีอำนาจของประเทศคิดว่าไม่มีวิธีใดที่จะป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวจนทำให้ทั้งเมืองให้กลายเป็นซากได้นอกจากการทำการบูชายันต์ Auto-da-fé ซึ่งผู้ตัดสินใจวิธีนี้คือมหาวิทยาลัย Coimbra โดยพิธีการ Auto-da-fé นั้นคือการเอาคนจำนวนหนึ่งที่มีชีวิตไปเผาด้วยไฟอย่างช้าๆ และในระหว่างนั้นทุกคนจะเฉลิมฉลองไปด้วย ซึ่งนี่เป็นความลับที่จะทำให้โลกรอดพ้นจากแผ่นดินไหว

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกจับ กะลาสีเรือถูกเลือกเพราะการแต่งงานกับแม่ทูนหัวของตัวเอง และ ชาวโปรตุเกส 2 (Candide กับ Pangloss ) คนที่ปฏิเสธที่จะกินเบคอนแต่ใช้น้ำมันหมูในการทอดไก่ที่เขากิน (ตรงนี้อธิบายไว้ว่า คนที่ปฏิเสธการกินเบคอนคือชาวยิวซึ่งคนยิวจะถูกเลือกไปบูชายันต์ แต่สองคนนั้นไม่กินเบคอนคือไม่กินหมู แต่เขาใช้น้ำมันหมูทอดไก่ก็ประมาณว่าเขากินหมูแต่ก็โดนจับอยู่ดี)

หลังจากอาหารค่ำ ทหารจับตัว Pangloss และลูกศิษย์ของเขา Candide ไปขังโดย จับขังแยกไว้คนละห้อง ซึ่งเป็นห้องขังที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันและหนาวมาก
ในที่นั้นคนหนึ่งพูดความในใจของตัวเอง คนอื่นๆได้แต่รับฟังด้วยความพอใจ

8 วันหลังจากนั้นพวกเขาถูกจับให้ใส่ชุด san-benitosหัวของพวกเขาถูกครอบด้วยกระดาษที่ทำเป็นหมวกที่มีลักษณะคล้ายหมวกของบิชอป ชุดและหมวกที่ Candide ใส่อยู่นั้นมีรูปวาดเป็นเปลวเพลิงกลับหัวและปิศาจที่ไม่มีหางและกรงเล็บ ส่วนชุดที่ Pangloss ใส่นั้นเป็นเปลวเพลิงแบบปกติแต่ปิศาจมีทั้งหางและกรงเล็บ พวกเขาถูกคุมตัวให้เดินไปในขบวน พวกเขาได้ยินเสียงเทศน์ที่น่าสมเพชตามมาด้วยเสียงดนตรีจากโบสถ์ Candide ถูกเฆี่ยนด้วยแส้ในขณะที่ชาวบ้านกำลังร้องเพลง

กะลาสีเรือและชายสองคนที่ไม่กินหมูกำลังจะถูกเผา Pangloss ถูกจับแขวนด้วยแม้ในประเพณีจะไม่มีการทำแบบนี้ นี่เป็นอีกวันที่โลกกระทบกระเทือนแรงที่สุดอีกครั้ง

Candide หวาดกลัว สิ้นหวัง เลือดไหลไปทั่วร่าง ใจของเขาสั่น เขาพูดกับตัวเองว่า “ถ้านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นได้จริงๆแล้ว ทำไมมันเกิดสิ่งนี้กับพวกเขา ถ้ามันเป็นการถูกเฆี่ยนข้าทนมันได้เพราะข้าเคยโดนมาแล้วจากพวกบัลแกเรีย แต่ อาจารย์ Pangloss นักปรัชญาที่ดีที่สุดถูกแขวนเพื่อเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ James คนที่ดีที่สุดบนโลกนี้ เขาจมน้ำตายในอ่าวนั่น Cunegonde หญิงที่งดงามที่สุดถูกฟันจนร่างกายจนเปิดให้เห็นอวัยวะและตาย”

ดังนั้นแล้วเขาจึงครุ่นคิด ไม่มีแรงที่จะยืน เสียงเทศน์ที่นั่น การถูกเฆี่ยน รำคาญทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งมีหญิงแก่เดินมาหาแล้วบอกว่า

“เด็กน้อย จงกล้าและตามข้ามา”

คุยกันหลังแปล

ตอนนี้งงตอนแปลตอนท้ายๆมากว่า ตัว Candide มันเป็นอะไรก่อนหญิงแก่มาทักเรียกมัน แต่ตอนนี้ได้ความรู้ใหม่เรื่อง คน ยิว ไม่กินหมู อันนี้แบบเฮ้ยจริงดิ ไม่กินหมูจริงดิ แต่ความพีคคือ เฮ้ย จับคนไปเผาบูชายันต์เพื่อไม่ให้เกิดภัยพิบัติ เอาจริงดิ แถบตะวันตกก็มีกับเขาด้วย เป็นอะไรที่ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm

Candide ตอนที่ 5

ตอนที่ 5 : พายุ เรืออัปปาง แผ่นดินไหว และอะไรเกิดขึ้นกับ อาจารย์ Pangloss Candide และ James

ครึ่งหนึ่งของคนที่ตายไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเรือกำลังจะพลิกคว่ำ ครึ่งหนึ่งของผู้โดยสารไม่รู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิด อีกครึ่งรู้สึกกลัวและส่งเสียงอ้อนวอน เหล็กของเรือแตกทำให้เกิดรู เสากระโดงเรือพัง และทำให้เรือมีรอยรั่ว กะลาสีบนเรือไม่มีใครทำอะไรได้เลย ไม่มีใครได้ยินอะไร ไม่มีใครสั่งว่าให้ทำอะไร ในขณะนั้น James อยู่บนดาดฟ้าเรือ เขาถูกกระแทกโดยกะลาสีเรือจนกลิ้งบนพื้น แต่ซึ่งด้วยเหตุนั้นทำให้กะลาสีเรือไปติดอยู่ตรงบริเวณเสากระโดงเรือที่แตกหัก James ผู้ซึ่งมีจิตใจดีงามได้วิ่งเข้าไปช่วยกะลาสีเรือคนนั้นให้ขึ้นมาได้แต่ก็ทำให้ตัว James ตกลงไปในทะเลแทน Candide ที่ยืนอยู่ได้เห็นภาพชายผู้ช่วยชีวิตเขาอยู่เหนือน้ำและจมหายไปในทะเลตลอดกาล Candide พยายามกระโดดลงไปช่วย แต่ก็ถูกอาจารย์ Pangloss มาห้ามไว้พร้อมกับบอกด้วยว่า อ่าว Lisbon นั้นถูกสร้างมาให้เพื่อให้ James นั้นจมน้ำตาย ระหว่างที่ทั้งสองกำลังถกเถียงเกี่ยวกับคำพูดของ Pangloss อยู่นั้นเรือก็ได้จมลงพร้อมกับผู้เคราะห์ร้ายทุกคนยกเว้น Candide Pangloss และกะลาสีเรือที่ทำให้ James นั้นจมน้ำหายไป กะลาสีเรือได้ว่ายเข้าไปที่ฝั่ง ส่วน Candide กับ Pangloss เกาะเศษไม้ลอยขึ้นฝั่ง

หลังจากที่พวกเขาพักจนตัวเองรู้สึกดีขึ้นแล้ว พวกเขาก็มุ่งหน้าเดินทางไปที่ Lisbon พวกเขาเหลือเงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อจะใช้ซื้ออาหารให้รอดตายจากที่รอดมาแล้วจากการจมน้ำ พวกเขามุ่งหน้าไปที่เมืองซึ่งในระหว่างทางพวกเขาก็คร่ำครวญเสียใจถึงการจากไปของ James

ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกได้ถึงการสั่นไหวที่ใต้เท้า ทะเลเกิดคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดมาใส่เรือที่อยู่ที่ฝั่งจนถูกทำลายไปหมด ลมร้อนและฝุ่นปกคลุมไปทั่วถนนและทุกที่ไม่ว่าจะเป็นหลังคาบ้าน ทางเท้า คนประมาณ 3 หมื่นคนที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ ผู้ชายผู้หญิงตายในซากเมืองนี้ กะลาสีเรือผิวปากพร้อมสบถออกมาว่า “มีของให้ปล้นได้มากมายที่นี่”

“จะมีเหตุผลใดที่เหมาะสมกับเรื่องนี้บ้าง” Pangloss เอ่ยขึ้น

“นี่คงจะเป็นวันสุดท้าย” Candile เอ่ยขึ้นพร้อมน้ำตา

กะลาสีเรือวิ่งไปที่ซากปรักหักพังค้นศพที่อยู่ที่นั่นแล้วเอาเงินออกมา พังเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งจากนั้นก็ไปหยิบเครื่องดื่มและอาหารชั้นดีที่เขาสามารถเจอได้ในซากปรักหังพังมากิน Pangloss ได้ดึงแขนเสื้อของกะลาสีไว้พร้อมกล่าว่า “สหาน นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ท่านกำลังทำบาป สิ่งที่ท่านทำมันผิดจากหลักของศาสนา”

“อย่ามาบ้าหน่อยเลย” กะลาสีตอบกลับ “ข้าคือกะลาสีเรือ ข้าเกิดที่ Batavia 4 ครั้งที่ข้าไปญี่ปุ่นแล้วต้องเหยียบย่ำไม้กางเขน มันไม่เหลือแล้วแหละ”

หินบางก้อนหล่นมาโดน Candide บาดเจ็บ เขานอนอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง

“อนิจจา หยิบไวน์กับน้ำมันมาให้ข้าที ข้ากำลังจะตาย” Candide บอก Pangloss

“การเกิดการกระทบกระแทกของโลกนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่” Pangloss กล่าว “เมื่อปีที่แล้วก็เกิดเหตุการแบบนี้ที่ Lima ในอเมริกา ต้นเหตุเดียวกัน ผลลัพธ์เดียวกัน คงมีท่อที่เชื่อมกำมะถันระหว่างเมือง Lima กับ Lisbon เป็นแน่”

“มันคงจะไม่เกิดขึ้นอีก” Candide เอ่ยขึ้น “แต่มันเกิดขึ้นจากความรักของพระเจ้าเพื่อที่จะมอบไวน์และน้ำมันเหล่านี้เหรอ”

“ก็อาจจะเป็นไปได้” Pangloss ตอบ “ข้าคิดว่ามันเป็นเหตุเป็นผลที่ยกตัวอย่างได้”

จากนั้น Candide ก็สลบไป Pangloss ทำให้เขาได้สติอีกครั้งด้วยน้ำจากบ่อมาใกล้ๆ วันต่อๆมาพวกเขาคุ้ยซากปรักหักพังจนพบอาหาร พวกเขาใช้มันเพื่อทำให้ตัวเองกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง หลังจากนั้นพวกเขาได้เข้าเจอกับผู้ที่อาศัยในเมืองที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนในกลุ่มผู้รอดชีวิตได้เลี้ยงอาหารเย็นพวกเขา ด้วยอาหารที่ดีที่สุดที่พวกเขาพอจะทำให้ได้ Pangloss ช่วยเยี่ยวยาจิตใจพวกเขาด้วยการให้เหตุผลนี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อจะเกิดสิ่งที่ดีที่สุด

“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเพื่อจะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด การเกิดภูเขาระเบิดที่ Lisbon ไม่มีทางเป็นอื่นได้ มันเกิดขึ้นนั้นถูกต้องแล้ว” Pangloss กล่าว

เด็กหนุ่มในชุดดำได้เกิดข้อสงสัยและได้ถามขึ้นมาอย่างสุภาพว่า “เห็นได้ชัดว่า ท่านไม่ได้เชื่อเรื่องบาปสินะ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แสดงว่ามันจะต้องไม่มีบาปหรือการลงโทษใดๆ”

“คำถามของท่านช่างดีเหลือเกิน ข้าขอตอบท่านดังนี้” Pangloss ตอบ “บาปและการลงโทษต่างๆนั้นจำเป็นเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีสุด”

“ท่านไม่เชื่อเรื่อง เจตจำนงเสรีหรือ” เด็กหนุ่มถามขึ้น

“เป็นสิ่งที่ดีมากที่ท่านถามข้า” Pangloss ตอบ “เจตจำนงเสรีนั้นเป็นสิ่งจำเป็น พวกเรานั้นเป็นอิสระที่จะตัดสินใจในระยะสั้น แต่สุดท้ายผู้กำหนดจะ ….”

Pangloss พูดถึงกลางประโยคในขณะที่เด็กหนุ่มได้เรียกคนรับใช้ของเขามารินไวน์ให้

คุยกันหลังแปล

ตอนนี้กำหมัดกว่าตอนที่แล้วแบบ ไอเ-ี้ย Plangloss จริงๆครับ คือแบบถ้าไม่ช่วยโดยว่าไม่ทันยังจะดีกว่ามาพูดแบบนี้ แต่พอเกิดเหตุการณ์ในเมือง Pangloss แม่งก็เป็นคนยึดมั่นในหลักการดี คือตัวละครแม่งมีมิติจริงๆ แล้วก็ตอนที่แล้วผมเข้าใจผิดว่าโรคติดต่อมันติดต่อแบบแค่สัมผัสผมเข้าใจว่าเป็นวัณโรค แต่จริงๆมันเป็นโรคซิเฟลิสครับ ซึ่งจากการอ่านใหม่แล้ว ตัวละครที่ติดกันเหมือนชายติดหญิงส่งต่อกันมา โอ้…. ตรงในอ้อมกอดแล้วรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ก็งงว่า แค่กอดมันขนาดนั้นเลยเหรอวะ คนยุคนั้นนี่สุดยอดจริงๆ แต่พอมาอ่าน อ้างอิงข้างล่าง อ่อ…… ตอนนี้ผมชอบตอนเด็กถามเรื่อง บาป เจตจำนงเสรี เฮ้ย นี่ดิ การคุยกันของนักปราชญ์ต้องแบบนี้ มันต้องขัดแย้ง หาข้อสรุป แต่ Pangloss ก็เหมารวมทุกอย่างว่ามันเป็นหนึ่งในเหตุเพื่อให้เกิดผลแบบ โอ้ กำหมัดเลยนะ ตอนเด็กหนุ่มถามว่า (ผมเข้าใจว่า Little man แปลว่าเด็กหนุ่ม) ท่านไม่เชื่อเรื่องการลงโทษเหรอ เฮ้ย นี่โคตรขัดแย้งแล้วนะ พอมาต่อด้วย เจตจำนงเสรียิ่งโคตรไปใหญ่ แบบเฮ้ยนี่แหละมีคนคิดเหมือนเราด้วยว่ะ เรื่องพรหมลิขิตกำหนดไว้แล้วผมชอบเถียงด้วยเจตจำนงเสรีนี่แหละ(ห่างกันตั้งหลายร้อยปี) แล้วก็ชั้นเชิงในการเขียนแบบ อยู่ดีๆตัดประโยคทิ้งประมาณบอกคร่าวๆเลยว่ามันจะพูดว่าอะไร เชี่ยอย่างเด็ด พึ่งเคยครั้งแรกเลย จริงๆผมอยากให้พวกหนังสือนอกเวลาที่แนะนำให้เด็กอ่านควรมีอะไรพวกนี้นะ ควรจะทำให้เด็กเกิดคำถาม เกิดความขัดแย้งกับสิ่งที่เชื่อ เขาจะได้มีความสงสัยใคร่รู้มากกว่าที่ปูทางให้เขาเชื่อตามสิ่งที่สังคมกำหนด

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm

ถึงน้องไอดอลที่ไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว

แปลกดีเหมือนกัน

ตอนเขียนเรื่องนี้ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเพราะได้ระบายเรื่องนี้กับพี่ที่รู้จักคนนึงแล้ว แต่จริงๆก็พึ่งมารู้ไม่นานมานี้ตัวเองเป็นคิดวนไปวนมา เป็นคนที่สามารถคิดเรื่องเดิมๆหรือเรื่องอะไรที่มันติดในใจได้เป็นเดือน วิธีเดียวที่จะจัดการกับมันได้คือระบายกับใครสักคน หรือเขียนมันออกมาเป็นตัวอักษร ( คงเป็นโรคชนิดนึงผมเคยเห็นในเรื่อง CSI ) ก็เลยตัดสินใจเขียนมันขึ้นมา สำหรับคนที่หลงเข้ามานะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของผมเอง ไม่มีใครผิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าจะมีผิดก็มีแต่ผมที่สภาพจิตใจไม่คงที่

ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึก

เรื่องมันเริ่มจากการนั่งดู live น้องไอดอลคนนึงในวงที่ติดตามที่มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเป็นไอดอลครั้งสุดท้ายก่อนที่เลิกเป็นไอดอลแล้ว ซึ่งเราก็เคยคุยกับน้องแค่ 2 นาทีตอนงานวันสุดท้าย จริงๆก็เคยเห็นน้องเขาในวงแต่ไม่เคยไปถ่ายรูปด้วยสักครั้งเลย ซึ่งไอที่คุยวันสุดท้ายอะก็ประทับใจเกี่ยวกับน้องเขานะ แบบได้รู้ว่าเออน้องเขาก็ไม่ได้ทำแค่ตำแหน่งนั้นนะ แต่งเพลงได้ เล่นโน่นนี่นั่นได้ แถมคุยกันเป็นกันเอง พอน้องเขาเริ่มเล่าเรื่องการเป็นไอดอลไปเรื่อยๆมีบางช่วงบางตอนที่น้องบอกว่าเขารู้สึกไม่ดีในการเป็นไอดอล ไม่ว่าจะรู้สึกน้อยใจที่ตัวเองพยายามแล้วแต่ผลที่ได้รับนั้นไม่ดีเท่าไหร่เลยเลยพาให้น้องเขารู้สึกไม่ดี และอีกหลายๆเรื่องไม่ว่าการแสดงที่เขาแสดงเป็นวงนะ แต่ทำไมเวลาชมก็ชมบางคน หลงลืมคนอื่นในวง น้องเขาไม่ได้พูดแบบนี้หรอก แต่ผมเข้าใจว่ามันคือแบบนั้น “เออ เหี้ย แม่ง” พีคมาก ผมลืมจุดจุดนี้ไปเลย ผมลืมจริงๆ ผมไม่เคยนึกถึง คือ ผมพึ่งเคยตามไอดอล ถ้านับวงนี้คือวงที่สอง ผมไม่รู้อะไรเลย มันแค่บังเอิญไปเดินงานกับเพื่อนแล้วเจอไอดอลแสดง ก็เลย เอออยากคุยกับเขาอยากรู้จักกับเขาก็เลยเริ่มที่ตรงนั้น แล้วก็มาคุยกับเพื่อนว่าเออวงการนี้มันยังไง เพื่อนก็บอกว่าอยากคุยกับใครก็จ่ายเงินไปคุยกับคนนั้น ก็เลยแบบเออชอบใครก็คุยกับคนนั้น ประกอบกับเราก็ไม่มีเงินเยอะ จริงๆมันก็ข้ออ้างแหละ คือถ้าจะจ่ายก็จ่ายได้แหละ แต่ไม่รู้ทำไมพอจะจ่ายมันจะต้องมีเสียงจากสมองออกมาว่า “มึงจะเสียเงินเยอะไม่ได้นะ” ต้องเก็บเงินเผื่อโน่นนี่นั่น ซึ่งจริงๆแม่งมีเก็บเยอะอยู่ระดับนึง คงเป็นนิสัยที่ถูกสอนมาว่าหัดอดออม รอน้ำลายไหลค่อยจ่าย (แม่งยังพอจำเนื้อเรื่องได้อยู่เลย) จนบางครั้งไอ้คติเนี่ยมันทำให้รู้สึกเสียใจในหลายๆรอบซึ่งครั้งนี้ก็ทำให้ผมเสียใจเหมือนกัน พอมามองมุมนี้แล้วแบบ เออ…. มันรู้สึกแย่ว่ะ เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกคนในวงจริงๆ แล้วพอเริ่มคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด เราลองคิดว่าเป็นเราดิ คือเราเป็นคนเขียน Code นะ เขียนโปรแกรมหลายโปรแกรมให้หลายคนใช้ แต่คนใช้ไม่เคยแม้แต่จะขอบคุณโปรแกรมเราเลย ไม่เคยรู้ชื่อเราเลยด้วยซ้ำ พอมาคิดมันก็น้อยใจนะ แต่เราก็ยึดว่าเราทำงาน Backend แล้วเราก็ไม่ชอบเจอมนุษย์ก็เลยเออช่างแม่งไม่รู้สึกอะไร แต่กับน้อง น้องเขาเป็นนักดนตรี ทำงานเบื้องหน้า แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญเขาในแบบที่เราควรจะทำ แล้วน้องเขาเล่าว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหน แม่งยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดไปอีก คือจริงๆถ้ามันไม่คิดก็ไม่มีอะไรหรอกนะ แต่พอคิดมันก็คิดยาวๆ เชี่ยแม่ง Fail Fail แบบรู้สึกผิด แบบเป็นความรู้สึกใหม่จริงๆ ไม่เคยรู้สึกผิดแบบนี้มาก่อน คือปกติเวลามีเรื่องพวกนี้ผมแม่งจะบอกว่า “โถ คนเรามันพูดอะไรก็ได้เว้ย” เพราะผมเคยเจออะไรแบบนี้ตอนทำงานแม่งเลยสะสมแล้วสร้างเป็นโล่ป้องกันตัวเองแบบนี้ขึ้นมา แต่พอได้คุยกับน้องเขาถึงจะ 2 นาทีก็เถอะ แต่แม่งคือ 2 นาทีแบบคนที่แสดงความรู้สึกจริงๆอะ แล้วเรารู้ได้ว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ พอมาดู Live แล้วน้องพูดก็แบบมันไม่ได้ปรุงแต่ง แล้วคือรู้เลยว่าน้องเขาคง Fail ในช่วงระยะเวลานึงเลยแหละ พอคิดแล้วก็ภาพในงานวันแรกที่เจอวงนั้นได้ย้อนกลับมาคือ แม่งจะซื้อบัตรกี่ใบดี เอออยากถ่ายสักสองคนแต่สุดท้ายซื้อมา 3 ใบ เชี่ยแค่นี้มึงก็แย่แล้วป่ะ ทำไม ทำไมมึงไม่ซื้อ 6 ใบวะ ถึงมึงไม่ซื้อมึงก็ไปไปคุยกับเขาทุกคนได้รึเปล่าวะ เชี่ยที่มึงชอบวงนี้เพราะเขาเล่นดนตรีดี ไปดูไปฟังแล้วสนุก แต่มึงไม่ได้เคยชมเขาเลยจนงานวันสุดท้าย คือแบบ “เชี่ย เชี่ย เชี่ย” มันคือความรู้ผิดจริงๆ

แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วแหละ มันผ่านไปแล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง มันคงเป็นบทเรียนล่ะมั้ง มันเป็นมุมมองมุมใหม่ที่ผมไม่รู้ และตอนนี้ผมได้รู้แล้ว แต่มันจะเป็นไงต่อ ตอนนี้ผมก็ยังคิดๆอยู่เลยว่าเราจะแสดงความรู้สึกแบบนี้ให้กับวงดนตรีที่เราไปฟังหรือการแสดงที่เราไปดูได้ยังไง ถ้าเป็นสมัยไปดูละครเวทีที่จุฬา ผมจะเขียนยาวๆใน Comment ทุกครั้งบอกว่าชอบส่วนไหน ไม่ชอบส่วนไหน หลังจบการแสดง แต่อันนี้คือวงดนตรี ผมก็ไม่รู้ว่าเขามีบัตรแสดงความคิดเห็นไหม จะไปพูดไปคุยเราก็เป็นพวกไม่คุยกับใครก่อนอยู่แล้วด้วย พอมายิ่งคิดยิ่งสับสน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยังไง จะเลิกตามไอดอลเลยไหมเพราะไหนๆวงที่ตามก็หมดแล้ว พอไม่ไปสัมผัสอะไรแบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องคิดอะไรแบบนี้อีก แต่มันก็เป็นวิธีที่ไม่ถูกอะนะ ไม่รู้สิความรู้สึกตอนนี้มันสับสนวุ่นวายไปหมด

แต่อย่างน้อยก็ได้เขียนถึงตรงนี้อะนะ ถ้าโชคดี น้องคนที่ผมพูดถึงคงได้มาอ่าน ก็อยากบอกน้องเขาว่า “น้องเล่นดนตรีได้ดีจริงๆนะ เพลงที่น้องแต่งก็เพราะ ถึงพี่จะไม่มีเซนต์ด้านดนตรีแต่ฟังแล้วมันเพราะจริงๆ พี่ขอโทษที่ผ่านๆมาไม่เคยไปพูดคุย ชม อะไรเลย คงได้ชมแค่ครั้งเดียวก็ตอนงานวันสุดท้ายครั้งนั้น ก็ขอให้น้องประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่น้องเลือก เรื่องเรียนก็ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี ได้เกรด A” ก็คงจะเขียนได้เท่านี้แหละ แต่ก็อย่างที่น้องบอกแหละ “คงไม่มีโอกาสที่จะได้เจอกันอีกแล้วอะนะ” เพราะประเทศไทยมันก็หลายล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งนั่นก็จริงแหละ แล้วที่เขียนเนี่ยมันก็เว็บนึงในหลายพันล้านเว็บบนโลก คงไม่มีทางแน่นอนที่น้องเขาจะมาอ่านอะนะ

ก็จบแล้วไม่มีอะไรมาก ก็แค่คนบ้าๆคนนึงเขียนระบายความรู้สึกแปลกๆที่ตัวเองได้เจอเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกที่ไม่เคยเจอนี้ สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอให้คิดว่ามาร่วมแชร์ประสบการณ์กันละกัน

Candide ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 : Candide ได้เจอกับอาจารย์ PANGLOSS อีกครั้งได้อย่างไร และอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา

Candide เดินเข้าไปหาขอทานผู้นั้นด้วยความสงสารแทนที่จะเป็นความกลัว เขาได้ให้เงินแก่ขอทานซึ่งเงินนั้นเขาพึ่งได้มาจาก James ขอทานเงยหน้ามอง Candide จากนั้นเขาก็น้ำตาไหลออกมาและโผเข้าไปหา Candide Candide ตกใจและถอยกลับด้วยความรังเกียจ

“อนิจจา” ขอทานเอ่ย “นี่เจ้าจำ Pangloss ไม่ได้แล้วหรือศิษย์รัก”

“อะไรนะ โอ้ ท่านคืออาจารย์ Pangloss ของข้า ทำไมท่านถึงมาอยู่ในสภาพที่น่ากลัวเช่นนี้ ทำไมท่านถึงไม่อยู่ที่ปราสาท แล้ว Cunegonde ผู้หญิงที่สวยที่สุด เป็นอย่างไรบ้าง”

“ข้าไม่มีแรง ข้ายืนไม่ไหว”

Candide พาพยุงร่างของ Pangloss ไปที่คอกม้าของ James และเอาขนมปังมาให้เขากิน หลังจากที่ Pangloss สภาพดีขึ้น Candide จึงเอ่ยถามว่า

“Cunegonde เป็นอย่างไรบ้าง”

“เธอตายแล้ว” เขาตอบ

Candide สลบไปทันทีเมื่อได้ยิน Pangloss เห็นดังนั้นจึงช่วยคืนสติให้ Candide ด้วยน้ำส้มสายชูเก่าๆที่เขาพบในคอกม้า ไม่นาน Candide ก็ได้สติกลับคืนมา

“Candide ตายแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในโลกได้หายไปแล้ว เธอป่วยด้วยโรคอะไรถึงได้ตาย คงไม่ใช่ว่าเธอเศร้าเพราะพ่อของเธอขับไล่ข้าออกจากปราสาทใช่ไหม”

“ไม่” Pangloss กล่าว “เธอโดนทำร้ายและถูกฟันตายโดยทหารของบัลแกเรีย พ่อของเธอถูกฟาดเข้าที่หัวหลังจากที่พยายามปกป้อง ส่วนแม่ของเธอถูกจนกลายเป็นชิ้นๆ ลูกศิษย์ของข้าก็มีสภาพไม่ต่างกันพี่สาวของเขา และสำหรับปราสาท พวกมันเอาไปหมด ทั้งก้อนหิน ทั้งยุ้งข้าว แกะ เป็ด หรือต้นไม้ พวกมันเอาไปทั้งหมด แต่พวกเราก็ได้ล้างแค้น ชาว Abares ก็ทำสิ่งเดียวกันที่มันทำกับเราแก่บารอนชาวบัลแกเรีย”

เมื่อบทสนาจบลง Candide ก็สลบลงอีกครั้ง แต่ไม่นานเขาก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เขาพยายามถามหาเหตุผลที่เหมาะสมที่ทำให้ Pangloss ถึงได้ตกต่ำลงมาอยู่ในสภาพที่แย่ถึงเพียงนี้

“อนิจจา มันคือความรัก ความรักที่เป็นความสบายใจของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความรักเป็นผู้รักษาจักรวาลให้คงอยู่ จิตวิญญาณทั้งหมดสัมผัสได้ถึงความรัก ความรักที่อ่อนโยน” Pangross เอ่ย

“อนิจจา ข้าเข้าใจความรัก มันคือราชาของหัวใจ มันคือวิญญาณของวิญญาณพวกเรา แต่มันไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่า การที่จูบ และ โดนเตะเข้าที่หลังอีก 20 ครั้ง อะไรที่เป็นผลลัพธ์อันงดงามที่เกิดจากเหตุอันน่าขยะแขยงนี้ ท่านช่วยบอกที” Candide ถามกลับ

“Candide ศิษย์รักของข้า เจ้าจำ Paquette หญิงสาวที่งดงามที่รอภรรยาท่านบอรอนได้ไหม ในอ้อมแขนของเธอนั้นข้าได้รู้สึกอย่างกับอยู่บนสวรรค์ แต่นั่นก็ทำให้ข้ารู้สึกทนทุกข์ทรมาณประหนึ่งนรกกำลังกัดกินข้า เธอติดโรคมาจากพวกเขา บางทีเธออาจจะตายไปแล้ว เธอได้รับของขวัญนี้มาจากการเรียนกับนักบุญ (Grey Friar) ซึ่งติดมาจากหัวหน้าทหารม้า ที่รับใช้ภรรยาของขุนนางซึ่งติดมาจากเด็กรับใช้ของคณะเยซูอิตซึ่งเป็นเด็กรับใช้บนเรือของกัปตัน โคลัมบัส สำหรับข้าแล้วข้าจะส่งต่อสิ่งนี้ให้ใคร ฉันกำลังจะตาย”

Candide ร้องเมื่อได้ฟังสิ่งที่ Pangloss กล่าวพร้อมถามต่อว่า “โอ้ อาจารย์ Pangloss มันเป็นที่ไม่ดีไม่ใช่หรือ”

“มันไม่ใช่เรื่องไม่ดีทั้งหมด” Pangloss ตอบ “มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นส่วนประกอบสำคญของทั้งโลก ถ้าโคลัมบัสไม่ได้ไปที่เกาะที่เป็นโรคในอเมริกานั้น พวกเราก็คงจะไม่มี chocolate หรือ cochineal พวกเราได้รู้ว่าในทวีปของเรานั้นบางที่ก็ยังมีเรื่องขัดแย้งกัน อย่างเช่น เรื่องศาสนา ชาวเติร์ก ชาวอินเดีย ชาวเปอร์เซีย ชาวจีน ชาวสยาม ชาวญี่ปุ่น ไม่รู้เกี่ยวกับมัน แต่มันก็มีเหตุผลที่สมควรว่าในอนาคตนั้นพวกเขาจะรู้ในไม่กี่ศตรววษ ในขณะนี้ มันมีสิ่งมหัศจรรย์กำลังเกิดขึ้นในพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ทหารรับจ้างที่ซื่อสัตย์ผู้จะตัดสินชะตาของรัฐ สำหรับพวกเรานั้นจะปลอดภัยเมื่อทหารจำนวน 3 แสนต่อสู้ด้วยจำนวนเท่ากัน พวกเขามีแค่ 2 แสน ในแต่ละฝั่งที่สู้รบ”

“มันเป็นเรื่องที่วิเศษ” Candide เอ่ยขึ้น “แต่ท่านต้องได้รับการรักษา”

“อนิจจา จะรักษาข้าได้อย่างไร” Pangross กล่าว “ข้าไม่มีเงิน ศิษย์ข้า ไม่มีใครในโลกที่ช่วยทาน ให้เลือด โดยไม่จ่ายเงิน หรือหาคนมาจ่ายเงินให้”

ด้วยคำพูดสุดท้ายนั้นทำให้ Candide ตัดสินใจ เดินไปหา James แล้วเอาหัวแทบเท้าของ James เพื่อขอร้องให้ James พาเขาไปดูสภาพของ Pangross ว่าเป็นอย่างไร ซึ่ง James ก็ไม่ได้รังเกียจที่พาอาจารย์ Pangloss ไปที่บ้านเพื่อทำการรักษาด้วยเงินของเขา ในการรักษานั้นอาจารย์ Pangloss สูญเสียดวงตาหนึ่ง หูอีกหนึ่งข้าง หลังจากนั้นด้วยความที่เขาเป็นคนอ่านออกเขียนได้ และเก่งเรื่องการคำนวณ James จึงให้เขามาเป็นคนช่วยจดเกี่ยวกับบัญชีของเขา หลังจากผ่านไปสองเดือน ระหว่างการเดินทางไป Lisbon เพื่อทำการค้าขายบางอย่าง เขาได้พานักปรัชญาสองคนขึ้นมาบนเรือด้วย จากนั้นก็อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีของเขาที่ว่าทุกอย่างไม่มีทางดีไปกว่านี้ได้แล้ว ซึ่ง James ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้

“มันเหมือนกับว่า” James อธิบายขึ้นมา “มนุษยชาตินั้นมีบางอย่างบิดเบี้ยว พวกเขาไม่ใช่หมาป่า แต่พวกเขากลายเป็นหมาป่า พระเจ้าไม่ได้ประทานกระสุนขนาด 24 ปอนด์ หรือดาบปลายปืน มาเพื่อให้พวกเขาสร้างมันเพื่อใช้ทำลายล้างอีกฝ่าย ในบัญชีนี้ฉันอาจจะไม่ได้ล้มละลาย แต่ศาลจะยึดทุกอย่างจากฉันตอนล้มละลายเนื่องจากฉันโกงเจ้าหนี้”

“ทั้งหมดนี้นั้นจะขาดไม่ได้” อาจารย์ตาเดียว (Pangloss นั่นแหละ) ตอบ “สำหรับความโชคร้ายที่จะนำพาไปเกิดสิ่งที่ดี ไม่แน่ว่ายิ่งโชคร้ายเท่าไหร่ก็จะยิ่งเกิดผลดีเท่านั้น”

ขณะที่เขากำลังอธิบายเหตุผลนั้นท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำ ลมแรงพัดเข้ามา และเรือก็ถูกพายุพัดเข้าใส่ ในระยะมองเห็นของท่าเรือ Lisbon

คุยกับหลังแปล

อ่านตอนนี้แล้วกำหมัดกับ Pangross มากคือ โรคร้ายคือของขวัญ What มันใช้คำว่า present ผมเข้าใจว่ามันคือของขวัญนะ แต่อาจจะแปลผิดก็ได้ แล้วโรคมันติดต่อแบบ ติดกันเป็นทอดๆแล้วมาบอกว่ามันเป็นความสวยงาม ถ้าไม่มีการเดินทางแล้วเกิดโรคนี้จะไม่มีการเจอช็อกโกแลต ไม่เจอสิ่งอื่นต่างๆนาๆ นี่แหละ สุดยอดแห่ง GAT เชื่อมโยงได้ 300 คะแนน (เต็ม 150) จริงๆผมก็แปลมั่วเยอะอยู่นะ คือไม่เข้าบริบทที่ Pangloss มันพูดเลย งงจริง ตอนที่ James ยกตัวอย่างก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าแปลผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย เมลล์มาบอกก็ได้นะว่าแปลผิดตรงไหน จะได้เข้าใจด้วยว่าแปลผิด

ref : https://ia800301.us.archive.org/25/items/candide19942gut/19942-h/19942-h.htm