Node-RED - ตอนที่ 1 - ทำ Mock Server ด้วย Node-RED

Node-RED - ทำ Mock Application Server ด้วย Node-RED

ปัญหาในการใช้งาน Application Server ที่ต้องทำงานด้วย

ปัญหาหนึ่งที่เจอในเวลาเขียน Program ก็คือเราต้องการใช้งาน Application Server ที่ต้องทำงานด้วย แต่เราไม่สามารถติดต่อมันได้ด้วยเหตุผลบางอย่างเช่น

  • Application Server นั้นเป็นของ Third party เขาไม่เปิดให้ใช้งานจนกว่าจะทำข้อตกลงทางกฎหมายหรือต้องตกลงบางอย่างให้เสร็จก่อน
  • Application Server นั้นยังพัฒนาไม่เสร็จ จะเสร็จก่อนกำหนดเวลา 1 สัปดาห์
  • การเรียกใช้งานนั้นต้องเสียเงิน ตัวอย่างเช่น เรียกใช้งาน SMS Provider ที่ใช้ส่ง OTP ให้ลูกค้า

ซึ่งด้วยปัญหาต่างๆเหล่านี้มักทำให้เราไม่สามารถเขียนโปรแกรมต่อได้ ทางเหล่าผู้พัฒนาก็เลยแก้ปัญหากันโดยกำหนด Spec ในการใช้งานตัว Application Server ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น API ใช้งาน Board Trello , CAT FACE เพื่อบอกให้รู้ว่า Application Server มี Request Response อย่างไร เพื่อให้ทีมพัฒนาที่จะมาใช้ด้วยเนี่ยสามารถไปเขียนโปรแกรมก่อนได้

แต่ปัญหามันไม่ได้ถูกแก้เพราะต่อให้เราได้ spec ของ Application Server ที่เราต้องติดต่อด้วยมาแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถยิงไปหามันจริงๆได้ ทำให้เราไม่สามารถ Test code ที่เราเขียนขึ้นมาได้ตาม Flow ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องเขียน App ซื้อของออนไลน์ Flow การทำงานตั้งแต่ต้นจนจบคือเลือกสินค้าและจ่ายเงิน ในส่วนการเลือกสินค้านั้นเป็นส่วนของเราที่เขียน แต่ส่วนที่เป็นส่วนจ่ายเงินนั้นเป็นส่วนที่คนอื่นเขียนและเราไม่สามารถใช้งานได้ พอไม่สามารถใช้งานได้เราก็ Test ทั้ง Flow ไม่ได้ วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยดีอย่างหนึ่งที่ Developer จำนวนหนึ่งมักใช้คือทำการแก้ Code ตรงที่เรียกให้มันผ่านตลอดหรือมีผลตามที่อยากได้ ซึ่งมันก็ตอบโจทย์การ Test ให้ผ่านไปได้ แต่ปัญหาคือ Developer มักจะลืมกลับไปแก้ Code ตรงนั้นหลังจาก Test เสร็จ ซึ่งมันก็จะลืมไปจนขึ้น Production และเกิดปัญหานั่นเอง

ดังนั้นมันจะมีดีกว่าไหมถ้าเราสามารถติดต่อไป Application Server ที่เราสามารถกำหนด Response ที่ Application Server นั้นตอบกลับได้อย่างที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใส่ Logic ให้เหมือนจริง ซึ่งก็ขอดีใจด้วยครับ ชาว Developer ได้สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาให้เราแล้วมากมายมันเรียก Mock Server ซึ่งมีอยู่หลายเจ้า โดยเจ้าที่ผมจะเอามาสอนวิธีใช้คือ Node-RED

จริงๆ Node-RED สามารถทำได้มากกว่า Mock server นะครับ มันสามารถทำได้หลายอย่างมากมีหลายคนเอาไปทำเป็น Server ส่งข้อมูลระหว่าง IOT บางคนก็เอาไปทำเป็น Application Server ที่มีหน้าที่ประมวลผลเลยก็มี

Start Node-RED ด้วย Docker

เนื่องจากเข้าใจว่าคนที่มาอ่านบทความนี้คงจะเป็น Dev QA หรือผู้ที่น่าจะเคยใช้งาน Docker มาแล้วดังนั้นจึงขอใช้ Node-RED ในรูปแบบของ Docker เพราะมันสะดวกไม่ต้อง config อะไรให้ยุ่งยาก

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11

# ตัวอย่างการเรียกใช้งาน
# path/to/persistent/data ให้เปลี่ยนเป็น path ที่คุณอยากจะ mount data กับ Node-RED
# โดยถ้าไม่ทำการ map ไว้อะไรที่เคยทำไว้จะหายไปทั้งหมด

# กรณีเป็น Linux ให้ run
sudo chown -R 1000:1000 path/to/persistent/data


docker run -d -p 1880:1880 -v path/to/persistent/data:/data --name mock-server nodered/node-red:latest

โดยเมื่อ Run command ด้านบนเสร็จให้ลองเปิด Browser แล้วใส่ url

1
2
3
4
5
6
http://[ip ของเครื่องที่ Run docker]:8080

# ตัวอย่างคือ เครื่องที่ Run docker มี IP : 192.168.56.101 url ที่ได้จะเป็น

http://192.168.56.101:1880/

ซึ่งเมื่อเปิดแล้วจะได้ภาพแบบด้านล่าง ถ้าทำไม่ผิด

Mock Server

หากทาง Spec ที่ตกลงกันนั้นมี Request กับ Response ดังต่อไปนี้

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17

ENDPOINT : /api/data
HTTP METHOD : POST

# HTTP REQUEST
{
"ref" : "string"
}

# HTTP RESPONSE

{
"transactionId" : "string", // unique string
"ref" : "string" // ref from request
}


โดยเรายิง request ที่มี ref ไปทาง server จะ return response กลับไปให้เป็น transactionId ที่สร้างขึ้นมาโดยต้อง unique และต้องเอา ref ส่งคืนกลับไปให้ใน response ด้วย

ด้วยความต้องการด้านบนเราสามารถใช้ Node-red ทำการ Mock server ได้โดยทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

สร้างขารับ Http request ด้วย http in

  1. เลือก Component ชื่อ http in แล้วลากลงไปใน Flow
  2. ทำการกำหนด Method เป็น POST
  3. ทำการใส่ค่า URL เป็น /api/data
  4. กดปุ่ม Done

สร้างขาตอบกลับ Http response ด้วย

  1. เลือก Component ชื่อ http_response แล้วลากลงไปใน Flow
  2. ทำการลากเส้นจาก http in ไปหา http_response
  3. กด Deploy ด้านขวาบน

ลองทดสอบ Mock Server

  1. ทำการเปิด PostMan จากนั้นตั้งค่า Method เป็น POST

  2. ทำการใส่ url เป็น http://[ip เครื่องที่ run docker]:1880/api/data (ของผมเป็น VM เครื่อง 192.168.56.101)

  3. จากนั้นเลือก Body เลือกชนิดเป็น raw และเปลี่ยน type ของ raw เป็น Json จากนั้นกำหนด body เป็น

    1
    2
    3
    {
    "ref" : "TX1803"
    }

    จากนั้นกด Send

  4. ดู Response ที่กลับมา

    จาก Response จะเห็นว่า response นั้นเหมือนกับ request เลย เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นจริงไหมให้ลองแก้ request เป็นข้อมูลแบบอื่นดู เช่น

    1
    2
    3
    4
    {
    "ref" : "TX1803",
    "testInput" : "TEST NEW INPUT"
    }

    จากนั้นยิงใหม่จะเห็นว่าข้อมูล Response ก็เปลี่ยนไปตาม Request

ทำการแก้ไข Response ที่จะตอบกลับ

  1. ทำลาก component : function ลงไปใน flow

  2. ทำการเพิ่ม

    1
    msg.payload.transactionId = "1234567890123";
  3. กด Done

  4. จากนั้นลากเส้นเชื่อมระหว่าง http in <–> function <–> http response

  1. กด Deploy

  2. จากนั้นเปิด Postman และยิง Request เหมือนในข้อก่อนหน้านี้และดูผลลัพธ์ที่ได้

ซึ่งจะเห็นว่ามีฟิลล์ชื่อ transactionId กลับมาใน response ด้วยซึ่งเป็นค่าเดียวกันกับที่เรา ตั้งค่าไปในขั้นตอนที่ 2 ซึ่งจะเห็นว่าเราสามารถตั้งค่าให้ Response ที่จะตอบกลับไปเป็นอะไรก็ได้ผ่านการ set ค่าที่ field msg.payload โดยถ้าเราเปลี่ยนข้อมูลตรง function เป็น

1
2
3
4
msg.payload = {
"field1" : "12345689",
"name" : "nico"
};

จากนั้น Deploy และใช้ Postman ยิงไปใหม่จะได้ข้อมูลดังภาพ

จะเห็นว่า Response ที่ตอบกลับมานั้นจะมีค่าเหมือนกับที่ set ค่าให้กับ msg.payload

  1. ทำการตั้งค่า function เป็นอย่างด้านล่างและกด Deploy

    1
    2
    3
    // ส่วนนี้จะทำการเอาค่า unix timestamp มาเป็น transactionId ซึ่งถ้าไม่ยิงมาพร้อมกันจริงๆเลขจะไม่ซ้ำกัน
    var transactionId = String(Date.now());
    msg.payload.transactionId = transactionId;

  2. ลองยิงด้วย Postman จะเห็นว่าได้ข้อมูลตาม spec api ที่ต้องการ

Export Flow และ Import Flow

Export Flow

เราสามารถ Export flow ที่เราพึ่งเขียนไปออกมาเก็บไว้ที่เครื่องตัวเองหรือจะส่งต่อให้ Dev คนอื่นๆที่ทำงานร่วมกับเราก็ได้โดยทำตามภาพ โดยไฟล์ที่ได้จะเป็นไฟล์ .json

Import Flow

เราสามารถ Import flow ได้โดยกดเลือก Import ตามภาพ

สรุป

ในตอนนี้เราสามารถทำการ Mock Http Response ให้สามารถตอบกลับตาม spec ที่เราต้องการได้แล้ว ในส่วนของ Component http in , http response ต่างๆนั้นสามารถทำอะไรได้อีกหลายๆอย่าง โดยสามารถไปอ่านเพิ่มได้ที่ https://cookbook.nodered.org/http/#http-endpoints

Protagoras - โปรตากอรัส

Protagoras - โปรตากอรัส

ความคิดเห็นส่วนตัว : ถ้าท่านเป็นผู้ชอบตั้งคำถาม ชอบการต่อสู้กันด้วยคำพูด แนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

Protagoras - โปรตากอรัส

หลังจากได้อ่านงานของเพลโตที่ชื่อ Republic แล้วรู้สึกชอบแนวคิดกับวิธีการสนทนาของโสคราตีส ซึ่งเพลโตเป็นลูกศิษย์ของโสคราตีส ผลงานที่เขาเขียนนั้นจะเอาอาจารย์ของเขาเป็นตัวดำเนินเรื่องโดยไปทำการสนทนากับผู้รู้ต่างๆและพยายามตามหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่สนทนา หลังจากไปลองหางานของเพลโตดูก็พบว่ามีอกหลายเล่มที่มีลักษณะแบบนี้ ซึ่งเล่มที่พอจะยืมมาอ่านได้เลยก็คือ Protagoras - โปรตากอรัส เล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เป็น “นิยาย” ย้ำนะครับว่า “นิยาย” เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยเฟลโต ซึ่งมีจุดประสงค์ใช้มันในการเผยแพร่แนวคิดของตนกับอาจารย์ และสั่งสอนชาวกรีกในยุคนั้นให้เป็นคนที่มีคุณธรรมแบบที่ถูกต้องตามแนวคิดของตน อีกทั้งยังทิ้งคำถามต่างๆที่ยังแก้ไม่ได้ให้คนที่ได้อ่านนำไปขบคิดกัน ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลเพราะทุกวันนี้คำถามที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็ยังถูกนำมาขบคิดกันอยู่ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เราควรแบ่งสิ่งนั้นแบบไหนและอย่างไร โดยเรื่องนี้จะแต่งให้โสคราตีสมาสนทนาและพยายามหาความจริงกับ โปรตากอรัส ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นนักปราชญ์ชื่อดังแห่งยุค และเป็นนักปราชญ์ที่ริเริ่มเก็บเงินจากคนที่มาขอเรียน (ติวเตอร์ยุคแรกเลยนะเนี่ย)

คุณธรรมของชาวกรีก

คุณธรรมของแต่ละที่บนโลกนั้นแตกต่างกัน คุณธรรมของชาวพุทธอาจจะเป็นแบบหนึ่ง คุณธรรมของชาวคริสต์ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นก็แน่นอนว่าคุณธรรมของชาวกรีกก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่นโดยคุณธรรมของชาวกรีกจะประกอบไปด้วย

  • ปัญญา (Wisdom) : คือความรู้ในเรื่องศาสตร์ต่างๆรวมถึงความรู้ในการใช้ชีวิตให้มีความสุข

  • ความชอบธรรม (Justice) : คือความถูกต้อง เป็นธรรม ซึ่งจะความหมายแบบเดียวกันกับยุคเราเลย

  • ความกล้าหาญ (Courage) : คือความกล้าหาญที่จะไปสู้รบทำสงคราม ในข้อนี้อาจจะแปลกๆในยุคนี้แต่ในยุคกรีกนั้นมีสงครามเกิดขึ้นอยู่ตลอด ถ้าคนไม่มีความกล้าหาญออกไปสู้สงคราม บ้านเมืองก็จะล่มสลายเพราะถูกศัตรูเข้ามาโจมตีและยึดเมืองและสุดท้ายก็สูญสิ้นอิสรภาพ

  • ความเคารพกฎของเทพ (Piety) : คือการทำกฎของเทพหรือจะมองง่ายๆก็คือการทำตามหลักของศาสนา

  • ความรู้จักพอดี (Temperance) : คือรู้ว่าเท่าใดที่เหมาะไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป เช่น กล้าหาญมากจนเกินไปก็จะทำให้ไปตายเปล่า ประหยัดมากเกินไปจนกลายเป็นตระหนี่ก็ทำให้ใช้ชีวิตลำบาก ว่าง่ายๆก็คือทางสายกลางของพุทธศาสนานั่นแหละครับ

ในเรื่องนั้นโสคราตีสอยากจะให้โปรตากอรัสอธิบายว่าและพิสูจน์ว่าคุณธรรมนั้นสามารถสั่งสอนกันได้หรือไม่ เพราะโสคราตีสนั้นไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นเลยอยากจะขอร้องให้ผู้ที่มีความรู้แห่งยุคช่วยอธิบายและพิสูจน์

คุณธรรมทั้ง 5 อย่างนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หรือ ทั้ง 5 อย่างแยกเป็นส่วนๆแล้วมารวมกันเป็นคุณธรรม

อีกคำถามหนึ่งซึ่งโสคราตีสถามโปรตากอรัสก็คือ คุณธรรมทั้ง 5 เป็นสิ่งเดียวกัน หรือ ทั้ง 5 อย่างเป็นคนละอย่างกันแต่รวมกันแล้วจะกลายเป็นคุณธรรม คำถามนี้อาจจะดูไร้สาระในมุมมองของเรา แต่ผู้แปลได้ให้คำอธิบายถึงความสำคัญของคำถามนี้ ซึ่งก็คือหากคุณธรรมเป็นสิ่งเดียวกันหมด คนเราจะมีแค่ มีคุณธรรมกับไม่มีคุณธรรมเพียงเท่านั้น ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเป็นผู้ไม่มีคุณธรรม เช่น เป็นคนมีความกล้าหาญแต่ขาดความรู้ย่อมไม่ใช่ผู้มีคุณธรรม เขาจะเป็นแค่คนบ้าบิ่นที่พร้อมจะทำอะไรก็ได้โดยไม่คิด หรือ หากเป็นคนมีความรู้แต่ไม่มีความกล้าหาญก็ไม่ใช่ผู้มีคุณธรรมแถมเขาก็ไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้ด้วย เพราะอย่าลืมว่าทั้ง 5 อย่างคือสิ่งเดียวกันถ้าไม่มีสิ่งใดก็เแปลว่าไม่มีอีก 4 อย่างด้วยไปโดยปริยาย ดังนั้นคนที่บอกว่ามีความรู้แต่ไม่มีความกล้าหาญก็แปลว่าไม่มีความรู้จริง เพราะคนรู้จริงย่อมจะรู้ว่าเวลาไหนควรมีความกล้าหาญที่จะเข้าไปต่อสู้ ซึ่งแตกต่างจากถ้าคุณธรรมเกิดจาก 5 สิ่งรวมกันเราสามารถบอกได้ว่าเขาเป็นผู้มีคุณธรรม 3 ส่วน 4 ส่วน 1 ส่วน

การวัดระดับคุณธรรม

การวัดว่าคนคนหนึ่งมีคุณธรรมหรือไม่นั้นอาจจะวัดจากการที่เขาประพฤติและการกระทำของเขาตอนที่เราเห็น โดยการที่เขาตามคุณธรรมนั้นเขาอาจจะทำเพราะกลัวความผิดที่จะได้รับไม่ว่าจะจากกฎหมายหรือสังคม ซึ่งทางโปรตากอรัสก็มองว่าเพียงพอแล้วเพราะคนอยู่ในกฏหมายและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้ว (สมัยนี้เราก็ยึดหลักนั้น) แต่ในมุมมองของโสคราตีสนั้นมองว่าคนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้มีคุณธรรม คนผู้ที่มีคุณธรรมจริงๆนั้นจะยึดมั่นในคุณธรรมทุกชั่วขณะ ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือคนไม่เห็น หรือแม้แต่กฏเกณฑ์กติกาจะแปรเปลี่ยแบบสุดขั้ว ลองนึกถึงตัวอย่างว่ามีคนชั่วมาปกครองแผ่นดินแล้วออกกฎหมายว่าการขโมยนั้นไม่ผิดตราบเท่าที่แบ่งส่วนที่ปล้นได้ให้รัฐด้วย ถ้าคุณมีคุณธรรมแบบแรก คุณสามารถเปลี่ยนไปปล้นฆ่าคนได้เพราะมันไม่ผิดกฎหมายแล้วและสังคมมองว่ามันถูกต้อง แต่คนในแบบที่สองจะไม่ทำเพราะเขาเข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีคุณธรรม ซึ่งถ้ามองดูแล้วก็จะคล้ายๆกับหลักการของศาสนาพุทธที่มักสอนเราอยู่เสมอว่า ทำชั่ว ทำดี เรารู้อยู่แก่ใจ ต่อให้ขโมยโดยไม่มีใครเห็นตัวเราก็รู้อยู่ดีว่าเราขโมย ซึ่งจะเห็นว่าหลักการพวกนี้มีอยู่ทั่วโลกไม่ได้มีแค่ในศาสนาพุทธ (จริงๆตั้งแต่เรื่องความพอดีละ)

เฉือดเฉือนกันด้วยเหตุผล

ในเรื่องนี่จะมีการต่อสู้กันด้วยวาทศิลป์ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก มันเหมือนคุณไปดูผู้สมัครเลือกตั้งมาโต้เถียงกันในหัวข้อต่างๆ โดยในเรื่องคุณจะได้เห็นคน 2 คนพยายามเอาชนะกัน คนนึงเป็นสาย พรรณาให้เห็นภาพใช้วาทศิลป์ทำให้คนคล้อยตาม (ซึ่งคนในปัจจุบันเราจะเจอคนเหล่านี้เยอะมาก) กับอีกคนนึงที่จะใช้เหตุผลในการพิสูจน์ทฤษฎีของอีกฝั่ง และใช้มันเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตน (คนแบบนี้หายากในยุคปัจจุบัน) เราจะได้เห็นการแก้เกมส์ของทั้งสองคนเพื่อพิสูจน์คำพูดของตนเองและทำให้คนอื่นเชื่อด้วย (อย่าลืมว่าคำพูดของคุณแม้จะจริง แต่ถ้าคนอื่นไม่เชื่อก็ไม่มีประโยชน์) ซึ่งผมขอบอกเลยว่ามันสนุกจริงๆ

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับการได้อ่านหนังสือเล่มนี้นั้นทำให้ผมได้คำถามมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าเรื่องคุณธรรมนั้นสามารถสั่งสอนกันได้หรือไม่ คุณธรรมเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ แล้วเราใช้อะไรเป็นตัวบอกว่าคนคนนั้นมีคุณธรรม ต้องพิสูจน์ระดับไหน ซึ่งจริงๆผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับโปรตากอรัสที่เราตัดสินมนุษย์ว่ามีคุณธรรมผ่านการกระทำก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งถ้าคุณธรรมอยู่ในระดับนี้เราก็สามารถสั่งสอนให้คนมีคุณธรรมได้โดยการสอนให้รู้ว่าการไม่มีคุณธรรมแล้วจะเจอกับอะไร แต่นั่นมันใช่คุณธรรมควรที่จะเป็นหรือเปล่า เพราะคุณทำไม่ดีไม่มีคุณธรรมแต่ไม่มีคนเห็นคุณก็ยังเป็นผู้มีคุณธรรมอยู่

แล้วถ้าคุณธรรมนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าคือไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ใดผู้มีคุณธรรมต้องยึดมั่นที่จะรักษาคุณธรรม ถ้าเป็นคุณธรรมคือสิ่งนี้มันเป็นไปได้ไหมที่จะสั่งสอนได้ หรือมันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แล้วถ้ามันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลอะไรที่ทำให้เขามีคุณธรรมล่ะ

อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ตอนจบนั้นเราจะไม่เห็นผู้ที่ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราจะเห็นว่าพอมาถึงข้อสรุปเราจะพบว่าข้อสรุปนั้นมันขัดแย้งในตัวเองกันทั้ง 2 ฝั่ง (ซึ่งความขัดแย้งนั้นคืออะไรไปลองอ่านดู มันเป็นอะไรที่น่าตกใจ) ซึ่งนั่นทำให้เกิดความสงสัยว่า ข้อสรุปที่พิสูจน์กันได้นั้นมันผิด หรือสิ่งที่ตนเองนั้นเชื่อนั้นผิด ซึ่งนั่นเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ความคิดของเราซึ่งเป็นคนยุคใหม่ที่เรามักพูดเสมอเจริญกว่า เก่งกว่า ไปทำการพิสูจน์ต่อว่าตกลงแล้ว คุณธรรมสามารถสั่งสอนกันได้หรือไม่ และ คุณธรรมทั้งหมดเป็นสิ่งเดียวกัน หรือ คุณธรรมแยกเป็นส่วนๆแล้วมาร่วมกันกลายเป็นคุณธรรม

LUNA - The Immersive Musical Experience

LUNA - The Immersive Musical Experience

ความคิดเห็นส่วนตัว : เป็นละครเวทีที่สนุกถ้าคุณชอบความสมจริงในการรับรู้เนื้อเรื่อง

LUNA - The Immersive Musical Experience

ผมรู้จักละครเวทีเรื่อง LUNA จากการที่น้องที่รู้จักได้ไปแสดงในละครเวทีเรื่องนี้ พอไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับละครเวทีเรื่องนี้ก็เจอจุดน่าสนใจคือ เขาบอกว่ามันเป็นละครเวทีที่คุณต้องเดินไปกับตัวละคร แถมคุณสามารถเลือกได้ว่าคุณจะตามตัวละครตัวไหนก็ได้ แถมคุณยังสามารถคุยโต้ตอบกับตัวละครในเรื่องได้ด้วย ซึ่งจะต่างจากละครเวทีที่ผมเคยดูมาทั้งหมดที่เราเป็นเพียงผู้นั่งชมดูความเป็นไปของตัวละคร อย่างมากสุดตัวละครก็หันมาคุยกับเราแบบ Breaking the Fourth Wall (เหมือนที่ Dead pool หันมาคุยกับคุณเนี่ยแหละ) ดังนั้นผมจึงตัดสินใจซื้อบัตรไปดูละครเรื่องนี้

เริ่มเดินทาง

บัตรเข้าขม

ถ้าเป็นละครเวทีแบบที่ผมเคยดูเขาจะให้เราเข้าประตูแล้วไปจับจองที่นั่ง แต่ LUNA ไม่ใช่ครับ หลังจากคุณได้บัตรคุณจะต้องเลือกฝั่งที่จะเข้า คุณอ่านไม่ผิดครับคุณจะได้เลือกฝั่งที่เข้าโดยมี 2 ฝั่งให้คุณเลือกคือ ฝั่งเมือง กับ ฝั่งป่า และพิเศษกว่านั้นคุณสามารถได้บัตรพิเศษเพื่อใช้ในการดำเนินเรื่องที่เฉพาะคนที่มีบัตรพิเศษด้วย โดยเงื่อนไขในการได้บัตรพิเศษมาคือร่วมสมทบทุนบริจาคเข้ามูลนิธิชัยพฤกษ์ แต่ต่อไม่ให้มีบัตรพิเศษคุณก็ดูละครเวทีได้ตามปกติ จากนั้นเมื่อเลือกฝั่งเสร็จแล้ว ทีมงานจะให้เราเข้าไปในโรงละครซึ่งจะถูกจัดเป็นธีมต่างเนื้อเรื่อง

ดำเนินเรื่อง

พอคนเข้าไปในโรงละครครบเขาก็จะเริ่มแสดงคือต้องอธิบายก่อนว่าละครเวทีเรื่องนี้เขาแสดงพร้อมกันทั้ง 2 ฝั่ง ถ้ามองง่ายๆคือมันเหมือนชีวิตจริงเลย คือระหว่างที่ผมดูละครเวที เพื่อนผมก็อาจจะกำลังเตะบอลอยู่ ดังนั้นระหว่างที่ฝั่งป่าดำเนินเรื่อง ฝั่งเมืองก็ดำเนินเรื่องอยู่เช่นกัน ดังนั้นมันจึงเหมือนจริงมาก คราวนี้พอดำเนินเรื่องไปถึงจุดหนึ่งแล้วตัวละครจะเริ่มแยกไปตามเส้นทางของแต่ละตัวละคร พอถึงตรงนี้คุณจะต้องเลือกครับว่าคุณจะต้องเลือกว่าจะไปกับตัวละครไหน และแน่นอนว่าทุกตัวละครก็ดำเนินเรื่องพร้อมกัน นั่นแปลว่าถ้าคุณไปกับตัวละคร A คุณจะเห็นการดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร A คุณจะไม่รู้เลยว่าตัวละคร B นั้นเจออะไร ซึ่งก็เหมือนกับชีวิตจริงเลยแหละครับ

คราวนี้เมื่อดำเนินไปเรื่อยๆมันจะมีจุดที่ตัวละครของทั้ง 2 ฝั่งมาเจอกันคือฝั่งป่ากับฝั่งเมือง ตรงจุดนี้เราจะเห็นความขัดแย้ง ความเกี่ยวข้องกับทั้ง 2 ฝั่ง และที่สนุกกว่านั้นคือละครเวทีเรื่องนี้อนุญาตให้เราเปลี่ยนไปตามละครที่คุณเจอระหว่างทางตรงนั้นได้เลย ประมาณว่าผมเริ่มที่ฝั่งป่า คราวนี้ผมไปเจอตัวละครฝั่งเมือง ผมสามารถเปลี่ยนไปตามตัวละครฝั่งเมืองที่ผมสนใจได้เลย

ซึ่งพออ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่าเฮ้ยแล้วมันจะรู้เรื่อง ผมก็อยากบอกว่ามันเหมือนชีวิตจริงนั่นแหละครับ คุณไปอยู่ในเหตุการณ์ใหญ่เหตุการณ์หนึ่ง คุณเห็นเฉพาะในมุมมองของคุณ แต่สุดท้ายคุณก็สามารถเข้าใจภาพรวมได้ LUNA ก็เช่นกันครับ พอจึงจุดสรุปของเรื่องคุณจะเข้าใจภาพรวมทุกอย่างของเรื่อง เหตุผลของตัวละครหลัก ปมปัญหาทั้งหมด คุณจะเข้าใจภาพรวมตรงนี้ แต่ถ้าเป็นส่วนรายละเอียดเชิงลึกของตัวละครที่คุณไม่ได้ไปด้วยคุณจะไม่รู้

ในส่วนของการมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครนั้นจะเปิดโอกาสเป็นช่วงๆให้เราได้คุยได้ถามตัวละคร ในกรณีของผมได้เดินไปกับตัวละครยายแซน เขาเปิดโอกาสให้เราได้ถามเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอดีตของแก ทำไมแกถึงแก่ลงเร็วมากๆ ทำไมต้องปกปิดความลับบางอย่างกับ LUNA ซึ่งตัวละครก็จะตอบเราภายใต้สิ่งที่ตัวละครตัวนั้นรู้ หรือว่าง่ายๆก็เหมือนเราคุยกับคนปกตินั่นแหละครับ ถามอะไรก็ตอบเท่าที่เขารู้นั่นแหละ แต่มันก็เปิดเป็นช่วงๆนะครับแล้วมันก็มีขอบเขตคือเป็นแค่ถามตอบเท่านั้น คุณไม่สามารถถามเขาตอนที่เขากำลังดำเนินเนื้อเรื่องหลักได้ หรือคุณไม่สามารถไปขวางการต่อสู้ระหว่างคนสองคนได้

ความคิดเห็นส่วนตัว

ของที่ระลึก

ส่วนตัวผมประทับใจกับละครเวทีเรื่องนี้ที่เขาเปลี่ยนวิธีนำเสนอแบบที่ให้เรานั่งดูอย่างเดียวมาเป็นการให้เราเดินทางไปกับตัวละคร และเปิดโอกาสให้เราเลือกว่าเราจะเลือกไปกับตัวละครไหนตามแต่ที่ใจเราต้องการเลย ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นเขาก็ทำออกมาได้ดีคือเขากระจายบทและเนื้อเรื่องไปให้กับทุกตัวละครได้อย่างเพียงพอที่จะทำให้คนดูอย่างเราสามารถปะติดปะต่อเนื้อเรื่องและภาพรวมของเรื่องทั้งหมดได้ระหว่างที่เรื่องกำลังดำเนินไปได้ ในส่วนของเพลงที่ใช้ร้องก็ถือว่าทำมาได้ดีมากๆ คือเขาตั้งใจแต่งให้มันลงทำนองจังหวะเสียงสูงต่ำแถมคำก็สละสลวยด้วย ไม่ใช่แปลๆแล้วเอามาใส่ทำนอง ซึ่งบางเพลงนี่ผมอยากให้เขาอัดทำเป็น OST ขายจริงๆ ในส่วนของนักแสดงนั้นเล่นได้ดีมากๆแสดงความรู้สึกต่างๆออกมาให้เรารู้สึกเศร้า ดีใจ สงสัย โกรธ ไปกับตัวละคร

ทั้งหมดเป็นข้อดีที่ผมได้จากการไปดูละครเรื่องนี้ คราวนี้มาพูดถึงข้อเสียของเรื่องนี้บ้าง ข้อเสียอย่างแรกเลยคือถ้าคุณเป็นคนชอบดูละครหรือละครแบบเก็บรายละเอียด อยากรู้รายละเอียดทั้งหมดของทุกตัวละครเพื่อเข้าใจมุมมองต่างๆของทุกตัวละคร คุณอาจจะไม่ถูกใจละครเวทีเรื่องนี้เพราะอย่างที่ผมอธิบายไปที่ทุกตัวละครดำเนินเนื้อเรื่องไปพร้อมกัน ถ้าคุณไปกับตัวละคร A คุณจะไม่ได้ไปกับตัวละคร B และคุณจะไม่รู้รายละเอียดต่างๆของตัวละคร B เลย ซึ่งผมเป็นพวกชอบเก็บรายละเอียดอยากรู้เกี่ยวกับทุกตัวละคร ดังนั้นผมเลยรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปตอนดูจบ ข้อเสียอีกเรื่องนึงคือตัวละครฝั่งป่านั้นน้อยเกินไป คือตัวละครฝั่งป่าเนี่ยที่พูดคุยกับเราได้จริงๆเนี่ยมีประมาณ 4 คน ส่วนอีก 4 คนที่เหลือเป็นภูติซึ่งคุณคุยกับภูติได้แต่ภูติจะตอบกลับคุณเป็นภาษาภูติซึ่งคุณฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งมันกลายเป็นว่าคุณคุยได้แค่ 4 ตัวละคร แตกต่างจากฝั่งเมืองที่ตัวละครเยอะมาก แถมเป็นตัวละครคนที่คุณอาจจะคุยด้วยได้ (ส่วนนี้ผมไม่รู้เพราะเลือกเริ่มฝั่งป่าและไม่ได้ย้ายไปฝั่งเมือง) ผมก็เลยรู้สึกว่าทางฝั่งป่านั้นดูจะมีอะไรน้อยกว่าฝั่งเมือง

โดยรวมแล้วสำหรับผม LUNA เป็นละครเวทีที่ผมแนะนำให้ลองไปดูครับ เพราะมันทำให้คุณได้รับประสบการณ์ใหม่ๆเกี่ยวกับการดูละครเวที เพลงในเรื่องก็เพราะ นักแสดงก็แสดงได้ดี ดังนั้นถ้าใครสนใจหรือลังเลอยู่ผมก็แนะนำให้ไปดูกันครับ

Link ซื้อบัตร : https://ticketmelon.com/castscape/lunathemusical

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากไปดู

อันนี้เป็นส่วนเสริมไม่อ่านก็ได้ครับแต่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าผมมีโอกาสได้ไปดูอีกรอบผมจะทำอะไรบ้าง

  • ถ้าคุณชอบการได้เจอตัวละครเยอะๆ หรืออยากคุยกับตัวละคร ผมแนะนำฝั่งเมืองมากกว่าฝั่งป่า
  • ถ้าตามตัวละครไหนแล้วควรตามให้สุด อย่าสลับไปสลับมา คือตอนผมไปดูเนี่ยเนื่องจากติดนิสัยอยากรู้เกี่ยวกับทุกตัวละครพอเจอตัวไหนที่สนใจเปลี่ยนไปตามคนนั้นเลย ซึ่งพอหลุดจากตัวละครที่เราตามไปแล้วยากมากที่จะกลับไปหาตัวละครนั้นอีก หรือไม่ได้เห็นจุดสำคัญของตัวละครนั้น ซึ่งผมโดนมากับตัวคือผมตามตัวละครคุณยาย แต่เกิดเปลี่ยนใจไปตามตัวละครฝั่งเมือง พอกลับมาอีกทีคุณยายก็ผ่านเหตุการณ์สำคัญมาแล้วซึ่งเหตุการณ์นั้นคืออะไรผมก็ยังไม่รู้เลย ดังนั้นผมแนะนำว่าตามตัวใดตัวหนึ่งไปเลยดีกว่าครับ

ปล. ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแม้แต่บาทเดียวกับละครเรื่องนี้ดังนั้นที่ผม Review นี่คือพูดตามเนื้อผ้าล้วนๆ จริงๆดูได้จากข้อเสียที่ผมเขียนก็ได้นะ ถ้ารับจ้างมาอวยคงไม่เขียนข้อเสีย แถมข้อเสียเป็นจุดตายด้วย

OMG รักจังวะผิดจังหวะ

OMG รักจังวะผิดจังหวะ

ความคิดเห็นส่วนตัว : แนะนำให้ดูถ้าคุณชอบหนังที่เล่นกับการรู้สึกและการโดนตั้งคำถาม

ผมเห็นหนังเรื่องนี้ครั้งแรกจาก Facebook ที่เขาแชร์ๆกันมา โดยพอกดเข้าไปดู “เรื่องของความรักที่ผิดจังหวะตลอด” ผมก็แบบก็แบบเอ้ย น่าสนใจดีเว้ย ยิ่งพอดูไปดูมาเอ้ยทำไมสถานที่ในหนังมันคุ้นๆจังเลย ดูไปดูมาอ้าวนั่นมันที่เราเคยเรียนนี่หว่าก็เลยยิ่งอยากไปดูเข้าไปใหญ่ แล้วทีมโฆษณาของหนังเรื่องนี้ก็เก่งมากในการทำให้เราสนใจหนังเรื่องนี้ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบ การแนะนำตัวละครต่างๆ บทสัมภาษณ์ ซึ่งการทำให้น่าสนใจนี้ไม่ได้เปิดเผยประเด็นสำคัญต่างๆในเรื่อง (แถมมันพาเราหลงทางด้วย)

ความคิดเห็นแบบไม่เปิดเผยเนื้อเรื่อง

โดยส่วนตัวผมประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ถ้ามีคนมาถามว่าควรไปดูหนังเรื่องนี้ไหมผมก็จะแนะนำว่าไปดูเลยรับรองว่าน่าจะได้อะไรออกมาจากโรงแน่ๆ ซึ่งถ้าคุณหวังความตลก ฮา แบบหนังรักวัยรุ่น ผมบอกเลยว่าเรื่องนี้มีให้คุณเต็มที่และจังหวะลงตัวแบบไม่ยัดเยียดด้วย

ในส่วนของสาระที่หนังอยากจะให้ผู้ชมนั้นผมบอกเลยว่าให้เต็มที่มากครับ มันไม่ใช่หนังรักวัยรุ่นที่โชว์แต่เรื่องรักให้ฟินจิกหมอน แต่หนังเรื่องโยนคำถามให้กับคุณหลากหลายคำถาม บางคำถามนั้นยากจะหาคำตอบที่ชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกมุมมอง แค่คุณเปลี่ยนมุมมองหรือคิดอีกแบบคำตอบที่ได้อาจจะเป็นคนละเรื่องเลย ซึ่งสิ่งนี้แหละที่เป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้คุณไปดู

ที่ผมชอบอีกเรื่องหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือความผิดจังหวะของตัวเอกทั้งสอง โดยเฉพาะตัวพระเอกมันแบบผิดจังหวะไปหมดทุกตอน ยิ่งดูก็ยิ่งเห็นใจตัวเอกและเข้าข้างพระเอกไปอีก (ซึ่งจุดนี้เองมันจะทำให้คุณรู้สึกแปลกเมื่อเจอการตัดสินใจ)

ในส่วนของเพลงประกอบนั้นบอกเลยดีมากๆซึ่งเพลงส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษแต่ทางหนังก็ไม่ได้ใจร้ายเพราะขึ้นแปลไทยให้เราด้วยทำให้อินไปกับเพลงไม่ยาก โดยเพลงที่ฟังแล้วอินมากๆก็คงเป็นเพลง Not Ready to Lose You ที่โคตรเข้ากับฉากนั้นมากๆ

สรุปแล้วสำหรับผมแล้วเรื่อง OMG เป็นหนังที่คุ้มค่าที่จะเสียเงินหรือเวลาดูครับและจะยิ่งเหมาะมากๆถ้าคุณชอบหนังที่เล่นกับอารมณ์และการโดนตั้งคำถาม แต่เรื่องนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่คาดหวังว่าจะได้ดูหนังรักวัยรุ่นแล้วให้ความรู้สึกฟินจิกหมอนเพราะหนังไม่มีฉากแบบนั้นให้คุณดูเลย

ความคิดเห็นแบบเต็มๆมีการพูดถึงเนื้อเรื่องเหมาะกับคนที่ดูจบแล้ว

ตอนผมเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาประมาณแฟนเดย์ที่ชอบแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ได้ และสุดท้ายก็ประมาณว่าไปเที่ยวด้วยกัน 1 วันสุดท้ายก่อนนางเอกจะแต่งงานอารมณ์แบบเก็บเป็นความทรงจำก่อนที่จะไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้แล้ว ซึ่งที่คิดแบบนั้นก็เพราะว่าตัวอย่างหนังล้วนๆเลย

ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘OMG! รักจังวะ..ผิดจังหวะ’ | Official Trailer

แถมยังโดนทำให้เชื่อเข้าไปอีกกับ MV เพลงสมมติว่าเราซึ่งเป็น OST อีกเพลง (เพลงนี้มี version ภาษาอังกฤษด้วย) สมมติว่าเรา

ตอนนั้นนี่เข้าไปด้วยความคาดหวังที่ว่ามาเลยแต่พอหนังค่อยๆเล่นไปนี่คนละอารมณ์ถ้าจะให้บรรยายความรู้สึกมันเหมือนคุณไปดูหนังเรื่อง “รักแห่งสยาม” อะครับ คุณกะไปดูคู่พระนางกุ๊กกิ๊กกันแต่พอไปถึงฉากงานเลี้ยงมันเหมือนแบบเฮ้ยเอาจริงดิ เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ คุณกะมาเจอรักไม่สมหวังแบบพวก Loser แพ้กันแต่กลายมาเป็นหนังที่เล่นเกี่ยวกับเรื่องการแย่งแฟน การนอกใจ ซึ่งเป็นประเด็นที่รุนแรงระดับหนึ่งเลย ซึ่งการแย่งแฟนนอกใจเนี่ยเราพบได้กันในสังคม ข่าวหน้าหนึ่งบางวันพูดถึงการฆ่ากันเพราะแฟนนอกใจหรือมีเรื่องกันเพราะแย่งแฟน ผมล่ะอย่างชอบการที่คนทำหนังเรื่องนี้เอาประเด็นนี้มาเล่นโดยที่ชอบกว่านั้นคือเขาค่อยๆใส่มันมาแบบแนบเนียนด้วย (พี่แนบเนียนตั้งแต่ตัวอย่างกับ MV เลย) โดยตอนแรกๆเขาให้เราเห็นการพยายามแย่งแฟนของกาย(พระเอกของเรื่อง) ผ่านการเสี้ยมให่จูน (นางเอกของเรื่อง)เลิกกับผิง(แฟนของจูนและเป็นเพื่อนสนิทของกาย)ในฉากหน้าร้านประเสริฐวิทยา ซึ่งเราก็คงคิดว่าพระเอกมันคงพูดตามเหตุผลและไม่อยากให้จูนเสียใจเพราะนิสัยแย่ๆของผิง แต่ถ้าดูฉากต่อไปคือกายน่ะอยากเป็นแฟนกับจูนมากๆถึงขนาดที่พอคิดว่าจูนเลิกกับเพื่อนตัวเองแล้ว ก็เลิกกับแฟนตัวเองทันที (ส่วนนี้ก็เป็นประเด็นเหมือนกันแต่มันไปขยายตอนท้ายเรื่อง) แต่สุดท้ายมันไม่สำเร็จเพราะจูนไม่ได้เลิกกับผิง และดูเหมือนจะเป็นเรื่องเสียด้วยเพราะตัวผิงก็รู้ด้วยว่ากายนั้นชอบจูนซึ่งนั่นทำให้ต้องทั้งคู่เลิกเป็นเพื่อนกัน

จากนั้นตัวหนังก็เพิ่มดีกรีการแย่งแฟนให้สูงขึ้นผ่านเหตุการณ์ที่กายมีโอกาสได้คุยกับจูนและได้รู้ว่าจูนนั้นชอบตนเองเช่นกัน เราจะเห็นได้เลยว่ากายหาวิธีแย่งแฟน พยายามหาความชอบธรรมให้กับตนเองในการแย่งจูนมาจากพี่พีท (แฟนคนปัจจุบันของจูน) จนขั้นสุดท้ายกายได้ส่งรูปที่ตัวเองจูบกับจูนไปให้พี่พีทเพื่อให้ทั้งสองคนนั้นเลิกกัน และการแย่งแฟนในเรื่องไม่ได้มีแค่กายแต่มีอีกคู่คือคู่พี่สาวกายที่โดนมือที่สามแย่งสามีไปด้วย ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องนี้เล่นกับประเด็นนี้แต่ถ้าไม่เอะใจหรือสังเกตเราจะไม่รู้เลย เพราะฉากนั้นเหมือนแค่เป็นฉากให้ชี้ทางให้กายรู้ว่ามีวิธีที่ทำให้พี่พีทกับจูนเลิกกันเท่านั้น

สำหรับผมตอนนั้นมันมีคำถามมากมายถาโถมเข้ามาหาผมเพราะผมไม่รู้สึกว่าจะด่าไอคุณกายที่ทำการพยายามแย่งแฟนคนอื่น เช่นเดียวกันกับการที่ไม่รู้สึกอยากตำหนิจูนที่เห็นจูนพยายามบอกเลิกพี่พีท คือถ้าเป็นข้างนอกถ้าเราเห็นการพยายามแย่งแฟนคนอื่นเราก็คงตำหนิไปแล้ว เช่นเดียวกับถ้าเรารู้ว่าคนคนนึงกำลังจะเลิกกับอีกคนโดยที่อีกคนไม่ผิด เราก็ย่อมจะตำหนิใช่ไหม แต่ทำไมตอนนี้เราไม่รู้สึกแบบนั้น คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมซึ่งผมก็คิดว่าคนทำหนังก็คงคาดหวังให้เป็นแบบนั้นเช่นกัน

ถ้าเราลองมาไตร่ตรองดูดีๆเราจะเห็นหลายๆกรณีในเรื่องซึ่งมันเล่นกับศีลธรรมในใจเรามากๆ

กรณีผิงกับจูน

ในกรณีนี้เราแทบไม่รู้สึกผิดกับการที่กายพยายามแย่งจูนผ่านการเสี้ยม ซึ่งอาจจะเพราะมันเป็นเพียงการเสี้ยมเลยดูไม่แรงแต่ถ้าพูดกันตรงๆมันก็คือการพยายามทำให้คนเลิกกันเพื่อแย่งนั่นแหละ แล้วทำไมเราถึงไม่รู้สึกผิดล่ะ ที่ผมพอคิดได้ก็คือเพราะผิงมันทำไม่ได้ดีกับจูนยังไงล่ะ เราเลยไม่รู้สึกผิดที่จะอยากให้ผิงเลิกกับจูน มันเหมือนกับคุณเห็นคู่รักคู่หนึ่งแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนิสัยไม่ดี อาจจะทำร้ายร่างกายหรือเอาเปรียบอีกฝ่าย ถ้าเรามีโอกาสได้คุยกับฝ่ายที่โดนกระทำเราคงจะ “เสี้ยม” หรือแนะนำให้เลิกกันไปเลย แต่ๆๆๆๆเรากำลังทำให้คู่รักเลิกกันอยู่นะครับ มันเป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้วเหรอครับ

กรณีพี่สาวกายกับสามี

ในกรณีนี้เป็นการที่พี่กายโดนแย่งสามี จริงๆจะเรียกแยกก็ไม่ถูกเพราะฝ่ายชายนอกใจ แต่ฝ่ายหญิงก็อยากแย่งสามีไปจากพี่สาวกาย กรณีเรามองว่าฝ่ายหญิงที่ส่งรูปมาให้นั้นเป็นฝ่ายผิดทันที คงเป็นเพราะมันเป็นการแย่งแฟนจากคนที่มีคู่และแต่งงานแล้วมันเลยรุนแรงรึเปล่านะ

กรณีพี่พีทกับจูน

ในกรณีนี้คือการที่กายทำแบบเดียวกับผู้หญิงที่แย่งสามีจากพี่สาวตัวเองเลย แต่เหตุการณ์นี้เรากลับไม่รู้สึกอะไรกับมันมากมายมันเป็นเพราะอะไร จะมองว่ามันคนละรับคือคู่นึงแต่งงานคู่นึงไม่ใช่ แต่ถ้าดูดีๆคือพี่พีทขอจูนจนจะแต่งงานแล้วนะครับแทบจะไม่ต่างกันเลย ทำไมเราไม่รู้สึกว่าสิ่งที่กายทำมันเลวร้ายเท่ากรณีพี่สาวกายกับสามีล่ะ เหตุผลแรกที่ผมเห็นคือเพราะเราเชียร์ฝ่ายพระเอกอยู่ยังไงล่ะ และเราก็รู้ด้วยว่าจูนเองก็มีใจให้กับกาย ดังนั้นทั้งคู่ควรจะต้องคู่กันเพื่อให้เรื่องมันโอเค ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าการที่กายมันทำนั้นดูผิดเสียเท่าไหร่ ยิ่งพอเราไปเทียบกับกรณีที่แล้วเราจะยิ่งเห็นได้ชัด การที่เราต่อว่าว่าฝ่ายหญิงที่มาแย่งสามีพี่กายนั้นเราทำได้เต็มที่เพราะเราไม่รู้อะไรของอีกฝ่ายเลย เรารู้จักแต่ฝั่งพี่กายดังนั้นเราจะสามารถตำหนิฝ่ายนั้นได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

คราวนี้เรามาลองดูในอีกมุมคือมุมของผู้ถูกกระทำนั่นคือการที่โดนบอกเลยโดยที่ตัวเองไม่ผิด ในเรื่องเราจะเห็นว่าเราแทบไม่ได้เห็นใจตัวละครเหล่านี้เลย

กรณีกายกับแพตตี้

ในกรณีคือการที่กายหมดรักแพตตี้เพราะเขาชอบจูนมากกว่า กายเลยบอกเลิกแพตตี้แบบไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ซึ่งฉากนั้นเป็นเหมือนฉากฮาๆฉากนึงแต่ถ้าคุณลองคิดสิว่าโดนคนรักบอกเลิกโดยไม่มีเหตุผลคุณเป็นแพตตี้คุณจะรู้สึกไง ถ้าถามหาเหตุผลจากผมว่าทำไมไม่สงสารก็คงเพราะเรารู้ว่ากายไม่ได้ชอบแพตตี้แล้วจะให้กายมันคบต่อทำไม ซึ่งมันก็ดีกับแพตตี้เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลา อีกทั้งเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแพตตี้เลยแม้แต่นิดเดียว เราไม่มีความรู้สึกอะไรกับแพตตี้เลย ดังนั้นเราเลยไม่สงสาร

กรณีพี่พีทกับจูน

กรณีนี้คือกรณีที่ผมเหวอกับตัวเองมากที่สุดเพราะผมไม่รู้สึกสงสารพี่พีทเลย ทำไมวะ พี่พีทแม่งโคตรคนดีเลยนะครับ เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่มั่วหญิง ซึ่งแกสามารถทำได้ง่ายๆเลยแต่แกไม่ทำ ทั้งการดูแลจูนต่างๆนาๆก็ไม่ขาดตกบกพร่องใดๆเลย ว่าง่ายๆแกคือผู้ชายในฝันตามค่านิยมของสังคมยุคปัจจุบันเลย ซึ่งผมโคตรหงุดหงิดตรงนี้มาก จะเพราะพี่แม่งเป็นคนดีไปรึเปล่าวะ เราเลยไม่สงสาร หรือเพราะเราคิดว่าแกเป็นคนดีเดี๋ยวแกก็คงทำใจได้เองแหละ ไม่อะไม่ใช่ สำหรับผมสุดท้ายผมว่าผมมีความลำเอียงมากกว่า ผมลำเอียงไปเข้าข้างฝั่งกายและจูนมากกว่าเลยไม่สนใจเลยมากกว่าว่าไอพี่พีทอะมันจะรู้สึกไง การที่พี่พีทเลิกกับจูนนั่นคือการทำให้ผมซึ่งเป็นผู้ดูรู้สึกว่ามันควรเป็นอย่างงั้น ดังนั้นผมจึงไม่สงสารพี่พีทเลยยังไงล่ะ

เราตัดสินด้วยอะไรและมันถูกต้องแค่ไหน

นี่เป็นอีกคำถามที่ผมได้จากการดูหนังเรื่องนี้ หากคุณไปอ่านกรณีเกี่ยวกับการแย่งแฟนทั้ง 3 กรณี คุณจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดแต่ทำไมมีแค่กรณีเดียวที่เราเห็นว่ามันผิดจริงๆส่วนที่เหลือเรากลับปล่อยผ่านมันได้อย่างหน้าตาเฉย เพราะมีคนหนึ่งเป็นคนไม่ดีเหรอมันถึงทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือเพราะเรารู้บางอย่างมากกว่าคนทั่วไปเราเลยมองว่ามันเหมาะมันควรแล้วที่อีกคนนึงจะสามารถไปแย่งแฟนจากอีกคนนึงมา เช่น เรารู้ว่าสองคนนี้ชอบกันแค่อีกคนนึงดันมีแฟนก่อน เราเลยคิดว่ามันไม่ผิดอะไรมากถ้าแย่งเอามาเป็นแฟนได้ อีกเรื่องนึงคืออะไรคือสิ่งที่คนที่ไม่ผิดควรได้จากการโดนเลิกโดยที่ตัวเองไม่ผิดอะไร เขาต้องแบกรับความเจ็บปวดไปทั้งแบบนั้นอะนะ นี่คือสิ่งที่คนที่ดีอย่างไอพี่พีทมันควรได้เหรอ หรือจริงๆเรื่องพวกนี้มันไม่มีความยุติธรรมตั้งแต่ต้น มันก็แค่ความอยากเฉยๆ

แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน การที่เรายังคบกับแฟนคนเพียงเพราะเราคบเขาก่อน แต่ใจของเราเองชอบอีกคนและไม่ได้รักแฟนแล้ว เราควรยอมตกอยู่ในสภาพไม่มีความสุขอย่างนี้เพื่อเห็นกับแฟนที่เรากำลังคบอยู่เหรอ (ซึ่งเราก็ไม่ได้รักเขาแล้ว เราควรสนใจเขาด้วยเหรอ) และเราก็เหมือนไม่ซื่อสัตย์กับแฟนด้วย (เพราะใจไม่อยู่แล้ว) ด้วยเหตุผลทั้งหมดเราจะคบกับแฟนอยู่ทำไมล่ะจริงไหม

สำหรับผมการดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าการไปตัดสินอะไรพวกนี้มันเป็นเรื่องยากจริงๆ เพราะเราจะไม่โดนเรื่องเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจากการรู้เรื่องราวของฝั่งนั้นจนเกิดการลำเอียง (กรณีของกายที่แย่งแฟน) หรือเรามองแต่ด้านที่เราเชื่อถ้าทำแล้วมันเกิดสิ่งที่ดีกว่า (กรณีที่กายเสี้ยมให้เลิกกับผิง) โดยไม่ได้มองในมุมของผู้เสียประโยชน์เลย และอีกหลายๆกรณีที่พูดไป

สุดท้ายก็อยากให้ลองถามตัวเองกันดูครับว่า “คุณป็นผู้ตัดสินที่ยุติธรรมและถูกต้องได้มากแค่ไหน และ คุณใช้อะไรเป็นตัวตัดสินความยุติธรรมและถูกต้องนั้น”

ปล. ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นและการตีความส่วนตัวนะครับ คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือคิดเหมือนกัน

ก็องดิก - Candide

ก็องดิก - Candide

ก็องดิก - Candide

“ก็องดิก” เป็นนิยายที่ “วอลแตร์” เขียนขึ้นเพื่อโจมตีแนวคิด “สุทรรศนนิยม” (Optimism) ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้นั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว พระเจ้าทรงคิดว่ามันดีที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์ ซึ่งวิธีการต่อสู้ของวอลแตร์นั้นไม่ได้ชี้หน้าด่าว่าแนวคิดนี้นั้นมันเลว มันไร้สาระ มันไม่จริง แต่เขาใช้วิธีการแต่งนิยายพร้อมสร้างเหตุการณ์ต่างๆที่สุดแสนจะเลวร้าย เหตุการณ์ซึ่งไม่ยุติธรรม เหตุการณ์ที่เห็นแล้วยังไงยังไงมันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องดีหรือมันจะนำพาไปให้เกิดสิ่งนี้มันมีเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งวิธีนี้นั้นถือเป็นการสู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่การบังคับให้คนต้องเชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยการตัดสินใจด้วยตนเอง (เหตุผลที่วอลแตร์ไม่ใช้วิธีชี้หน้าด่าก็เพราะถ้าชี้หน้าด่า บอกว่ามันเลว มันไม่จริง วอลแตร์อาจจะโดนจับแขวนคอไปแล้วก็ได้เพราะอาจจะโดนยัดข้อหาดูหมิ่นพระเจ้า)

ก็องดิกเล่าเรื่องด้วยชายหนุ่มที่ชื่อว่า “ก็องดิก” เด็กหนุ่มคนใช้ในปราสาท ผู้เป็นคนใสซื่อบริสุทธ์ ก็องดิกเป็นคนเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ ปองโกส ผู้มีแนวคิด (Optimism) อย่างสุดหัวใจไม่มีข้อสงสัยใดๆ ไม่ว่าการที่เขาได้มาอยู่ที่ปราสาท การที่เขาได้มองเจ้าหญิงลูกของเจ้าของปราสาททุกวัน แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ก็องดิกต้องออกไปผจญโลกและพบกับความโหดร้ายต่างๆนาๆของโลก ซึ่งนั่นจะทำให้ก็องดิกยังรักษาความเชื่อในแนวคิด สุทรรศนนิยม Optimism) ได้หรือไม่

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็เพื่อสิ่งที่ดี

แนวคิด “สุทรรศนนิยม” (Optimistic) บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นล้วนมีเหตุมีผลและสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นย่อมส่งผลให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นมากกว่า ซึ่งถ้ามองในแง่ดีนะครับ มันช่วยให้เราสามารถเลิกคิดกับสิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตเช่น ถ้าคุณดวงซวยลื่นล้ม คุณอาจจะเลิกคิดถึงความซวยนั้นได้ด้วยการคิดว่าการที่เราลื่นล้มเนี่ยมันอาจจะพาเราไปเจอสิ่งที่ดีกว่า หรือ การที่ลูกคุณตายตั้งแต่เกิดเนี่ยถ้าคุณมัวแต่คิดว่ามันเป็นความผิดคุณ คุณก็จะจมไปกับมันไม่ไปไหนสักที แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นประสงค์ของพระเจ้า การเกิดเรื่องพวกนี้มันเป็นบททดสอบทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นหรือเพื่อที่คุณจะได้ไปเจอสิ่งที่ดี ถ้าคุณเอามันมาใช้เพื่อกำจัดความทุกข์แบบนี้มันดีครับ แต่คนนำมันมาใช้แบบเกินเลย แบบผิดๆ เช่น การจับคนมาเป็นทาสนั้นก็เพื่อสิ่งที่ดี จับคนมาบูชายันต์เพื่อสิ่งที่ดี ก่อสงครามเกิดขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อสิ่งที่ดี หรือทำให้สังคมละเลยเรื่องที่เพื่อนมนุษย์ควรทำเช่นช่วยเหลือผู้อื่นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมดีก่อให้เกิดสิ่งดี

ในเรื่องก็องดิกคุณจะเห็นเหตุการณ์ประมาณนี้เต็มไปหมด ตัวอย่างที่เลวร้ายสุดๆก็คือเหตุการณ์ที่เกิดภูเขาไฟระเบิดทำให้คนตายเกือบทั้งเมือง แต่ตัวละครในเรื่องบอกว่ามันเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ผมอ่านแล้วแบบ “เฮ้ย เอาจริงดิ” ซึ่งมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เป็นแบบนี้ ซึ่งผมเชื่อเลยว่าคนอ่านอีกหลายๆคนในยุคนั้นก็คงคิดแบบผมแล้วก็คงหยุดเชื่อแนวคิดสุทรรศนนิยม

ทำงานกันเถอะ

ในเรื่องนั้นไม่ได้ให้ตัวละครทำการสรุปว่าตกลงแล้วแนวคิดสุทรรศนนิยมนั้นไม่ถูกต้องควรถูกลบล้างให้หายไป จะมีก็แต่การชี้นำผ่านเหตุการณ์ต่างๆในเรื่องว่า “เอาจริงดิ” ซึ่งในตอนท้ายเรื่องนั้นตัวก็องดิกได้พบกับชายแก่ธรรมดาคนหนึ่งและได้สอบถามชายแก่เกี่ยวกับความเชื่อ เห็นด้วยไม่เห็นด้วย หรือรู้ข่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องของศาสนจักรบ้าง ชายแก่กลับบอกว่าเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่ออะไรเหล่านั้น เขาสนก็แค่การทำงานในที่ดินของเขาเพียงเท่านั้น ซึ่งคำตอบของชายแก่นั้นไปกระตุ้นให้ก็องดิกรู้ว่าปัญหาของเขานั้นเอาแต่คิด ไม่ทำอะไรสักอย่าง แล้วก็ฟุ้งซ่านไปกับการคิด แต่เมื่อเขาเริ่มลงมือทำงานเขาก็ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดไหน เขาอยากทำให้โลกนี้มันน่าอยู่เขาก็สามารถทำมันผ่านการลงมือ (ในการตีความของผมมันเป็นการพยายามบอกว่าไม่เกี่ยวกับว่าพระเจ้าลิขิตอะไร เราต่างหากต้องเป็นคนทำ)

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับผมการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่าคุณสามารถต่อสู้ทางแนวคิด ความเชื่อ ผ่านนิยายได้แบบที่วอลแตร์พยายามทำซึ่งดูเหมือนจะทำได้ดีด้วย อีกทั้งยังทำให้ผมรู้ว่าในสมัยก่อนนั้นคนเชื่อลัทธิสุทรรศนนิยมแบบไม่คิดเยอะมาก ส่วนเรื่องความบันเทิงที่ได้จากเรื่องนี้คือการได้อ่านการจิกกัดของวัลแตร์ที่จิกกัดได้เจ็บไม่เปลี่ยน ก็สำหรับใครที่อยากอ่านนิยายที่เกี่ยวกับแนวคิด ปรัชญา ความเชื่อ ผมแนะนำว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้ครับ

ซาดิก - Zadig

ซาดิก - Zadig

ซาดิก - Zadig

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเขียนโดย “วอลแตร์” ซึ่งเป็นคนแต่งเรื่อง “ก็องดีด” ซึ่งผมอ่านแล้วชอบในการเอานิยายที่ตัวเองแต่งมาใช้เป็นแรงให้คนหยุดงมงายในความเชื่อบางความเชื่อ โดยไม่ต้องใช้การก่นด่าสิ่งที่คนอื่นเคารพรัก แต่ใช้การยกตัวอย่างเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมาและชี้ให้เห็นว่า แนวคิดพวกนี้มันตอบคำถามเรื่องพวกนี้ได้ไหม การกระทำแบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ ซึ่งผมชอบวิธีการจิกกัดแบบนี้ มากกว่าการชี้หน้าด่าความเชื่อของอีกฝ่าย

“ซาดิก” นั้นเป็นนิทานคล้ายๆกับพันหนึ่งราตรีแต่มีสาระและมีเหตุมีผลมากกว่า(ผู้แต่งเขาว่าอย่างงั้น) โดยเล่าเรื่องของชายหนุ่มหน้าตาดี มั่งมีเงินทอง เก่งด้านการรบ และมีสติปัญญา หรือว่าง่ายๆคือดีทุกอย่างเลยแหละ แต่ส่วนที่ซาดิกพิเศษกว่าพระเอกเรื่องอื่นๆคือ ความสามารถในการวางตัวในสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวอย่างเช่น ซาดิกสามารถพูดให้คนที่บูชาลัทธิ A กับ ลัทธิ B ซึ่งมีความเชื่อแตกต่างกันสามารถเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการบูชาเทพเจ้าของกันและกันได้ (อยากได้คนแบบนี้มาไกล่เกลี่ยพวกซ้ายสุดขวาสุดจริงๆ) ซึ่งถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้คุณคงคิดว่า “ซาดิก” ตัวเอกของเรานั้นจะมีความสุขใช่ไหมครับ แต่บอกเลยว่าไม่ครับ ซาดิกต้องเจอเรื่องต่างๆนาๆที่ทำให้เขาไม่มีความสุขแม้เขาจะประพฤติตนเป็นคนดีแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเราต้องมาลุ้นกันว่า “ซาดิก” เรื่องราวของเขาจะจบลงอย่างไร

จิกกัด

ในเรื่องมีการจิกกัดความเชื่อแบบไม่มีเหตุผลในยุคนั้น (ในยุคนี้ก็ยังมีอยู่) ผ่านการใช้เหตุการณ์ที่ไม่ตรงกับความเชื่อต่างๆตัวอย่างเช่น ซาดิกนั้นต่อสู้กับโจรร้ายที่จะมาฉุดคู่หมั้นของเขาซั่งทำให้เขาบาดเจ็บที่ตาของเขา ซึ่งไม่นานก็มีการพาหมอดูและนักบวชมาดูอาการของซาดิก ซึ่งนักบวชและหมอดูก็ต่างทำนายว่าซาดิกจะต้องเสียตาไป ซึ่งเมื่อคู่หมั้นของซาดิกได้ยินดังนั้นก็เชื่อหมอดูและหนีไปแต่งงานกับผู้ชายอื่นเพราะคิดว่าซาดิกจะต้องเสียดวงตาตามคำพูดหมอดู แต่กลายเป็นว่าซาดิกไม่ยอมเชื่อและทำการรักษาแผล (แผลไม่ได้เข้าตา ตามันจะบอดได้ไง) จนสุดท้ายแผลก็หายซาดิกไม่ได้ตาบอด ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ก็ตอกหน้านักบวชและหมอดูว่า มึงมั่วนี่หว่า และก็เป็นการพิสูจน์ความรักของคู่หมั้นของซาดิกเช่นกัน

การจิกกัดในเรื่องยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะจิกกัดเกี่ยวกับหลักทำว่าให้ทำดีกับคนอื่นเสมือนกับทำความดีกับหมาที่มันจะแว้งกัดเราก็ตาม (อ้าวกูเป็นหมาซะแล้ว) หรือจิกกัดเรื่องการความต้องการของมนุษย์ การพูดไม่ตรงกับความต้องการ ซึ่งผมแนะนำว่าลองไปหาอ่านกันดูครับ ถ้าคุณเข้าใจคุณจะหัวเราะออกมาทันที

อำนาจ

เรามักถูกสอนว่าอำนาจเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แม้เราจะมีอำนาจมากมายเพียงใดแต่มันก็สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว ซาดิกก็เล่าเรื่องนี้เช่นกัน ในเรื่องเราจะเห็นว่าซาดิกแม้จะใช้ความรู้ความสามารถช่วยบ้านเมืองอย่างสุจริตเพียงใด แต่เขาก็สามารถสูญเสียอำนาจไปภายในระยะเวลาสั้นๆจากเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เราจะได้เห็นว่าอำนาจนั้นเปลี่ยนผันรวดเร็วแค่ไหน และอำนาจถ้าอยู่ในมือคนที่ไม่มีสติแล้วจะเป็นอย่างไร

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับ “ซาดิก” เล่มนี้อ่านแล้วได้ความสนุกครับ ไม่หนักเหมือน “ก็องดีด” คืออ่านแบบเพลินๆสนุกไปกับชะตาชีวิตของซาดิกว่าจะเป็นยังไง ซาดิกจะยึดมั่นกับการเป็นคนดีแม้การทำดีของเขาจะนำพาความเลวร้ายต่างๆมาในชีวิตต่อไปหรือไม่ ผมแนะนำว่าลองไปหามาอ่านกันดูครับรับรองความสนุก (สำหรับผมสนุกกว่าพันหนึ่งราตรีอย่างที่วอลแตร์โม้ไว้จริงๆ)

โลลิต้า - Lolita

โลลิต้า - Lolita

โลลิต้า - Lolita

ผมยืมหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพราะผู้แต่งเป็นคนเดียวกับคนที่แต่งเรื่อง “พนิน” ซึ่งผมอ่านแล้วรู้สึกชอบในสำนวนการเล่าเรื่องที่เล่าได้เรื่อยๆ ส่วนที่เศร้าก็พาเราเศร้าได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หรือจะเป็นการจิกกัดที่บอกเลยว่ากัดได้เจ็บจริงๆ

ตอนเห็นชื่อหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกนี่ก็ชวนให้คิดว่ามันเกี่ยวอะไรกับ “โลลิต้า” ที่คนหมายถึงรูปแบบการแต่งกายของผู้หญิง และลักษณะของเด็กผู้หญิงอายุน้อยๆรึเปล่า ซึ่งก็ใช่เลยครับ หนังสือเล่มนี้คือที่มาของคำว่า “โลลิต้า” เลย แถมเป็นหนังสือที่ทำให้คนเลิกตั้งชื่อลูกสาวว่าโลลิต้ากันเลยทีเดียว

รสนิยมชอบสางสาว

เรื่องนี้เล่าถึงคุณ ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต (ชื่อสมมุติ) จะพูดให้ถูกคือเป็นบันทึกของคุณ ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต ที่พูดถึงเรื่องราวของตนเองที่มีรสนิยมชอบเด็กหญิงอายุประมาณ 12 - 14 ปี ใช่ครับคุณอ่านไม่ผิดครับ คุณฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต เนี่ยมีรสนิยมชอบเด็กครับ ไม่ได้ชอบเหมือนลูกเหมือนหลาน แต่ชอบแบบฉันท์ชู้สาวเลยครับ ใช่ครับ คุณฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต เนี่ยก็อยากลูบไล้ สัมผัส และสมสู่กับ หญิงสาวอายุประมาณ 12 - 14 ปี ซึ่งคุณฮัมเบิร์ต (เรียกฮัมเบิร์ตเดียวละกัน) เรียกสาวที่ตรงกับสเปคของแกว่า สางสาว ซึ่งรายละเอียดว่า สางสาว ขอให้ไปลองไปหาอ่านกันครับ ผมบอกเลยว่ามีรายละเอียดที่น่าสนใจเอามากๆ

ดำดิ่งไปกับคุณฮัมเบิร์ต

ตัวเรื่องจะเล่าตั้งแต่อดีตของคุณฮัมเบิร์ตว่าตอนเด็กเขาเป็นอย่างไรทำให้เรารู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง ทำไมเขาถึงมีรสนิยมการชอบสางสาว ผ่านวัยหนุ่มลากยาวมาเจอ “โลลิต้า” เด็กหญิงที่เขาตกหลุมรักหัวปักหัวปำพร่ำเพ้อเขียนเป็นบันทึกที่เรากำลังได้อ่านกัน (จริงๆผู้แต่งเป็นคนแต่งครับ แต่แต่งให้มันเป็นบันทึก ใช้วิธีคล้ายๆกับ “Steppenwolf” ) ซึ่งจะเล่าตั้งแต่ความทุกข์ทรมานที่เขาต้องกดอารมณ์เหล่านั้นไว้ไม่กระทำต่อเหล่าสางสาวที่เขาพบเจอ วิธีที่เขาจะหาวิธีเข้าใกล้สางสาวเหล่านั้น การพูดถึงกฏหมาย ศีลธรรม ที่ชาวโลกจำนวนมากสร้างขึ้นมาที่ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับเด็กอายุประมาณโลลิต้า ซึ่งในเรื่องก็จิกกัดได้เจ็บในเรื่องเพศสัมพันธ์ได้ดี (ถ้าอยากรู้ต้องไปอ่านในเรื่อง) หรือแผนการและความคิดชั่วร้ายต่างๆของคุณฮัมเบิร์ตที่มุ่งหวังบางอย่างจากโลลิต้า ซึ่งผมอ่านแล้วรู้สึกสนุกไปกับการอธิบายความคิดของตัวละครมากเพราะมันเหมือนจริงมากเลยครับ แบบคุณมีความคิดร้ายๆบางอย่างซึ่งมันมีแผนต่างๆนาๆ 1 2 3 4 เตรียมไว้หมดเลย ทุกอย่างคิดไว้อย่างดีเหลืออยุ่แค่ว่าจะทำหรือไม่

คุณจะตัดสินอย่างไร

พอคุณอ่านมาถึงตรงนี้คุณคงคิดว่าคุณฮัมเบิร์ตมันเป็นคนเลวมากๆใช่ไหมครับ ใช่ครับถ้ามองในมุมมองของกฏหมายนั้นเขาเป็นคนเลวแน่นอนครับเพราะเขาทำผิดกฏหมาย แต่ถ้าคุณได้รายละเอียดอ่านเรื่องราวของคุณฮัมเบิร์ตแล้วคุณอาจจะมีความคิดโผล่มาว่า “เขาอาจจะไม่ผิด” มันคล้ายๆกับคดีที่ภรรยาฆ่าสามี ซึ่งถ้ามองว่าการที่ภรรยาฆ่าสามีนั้นผิดกฏหมาย แต่ถ้าคุณรู้เรื่องราวคุณอาจจะเห็นใจและคิดว่าเขาทำเพราะจำเป็นหรืออื่นๆเพื่อสนับสนุนว่าภรรยานั้นไม่ผิด ในเรื่องนี้ก็อารมณ์ประมาณนั้นนั่นแหละครับ คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณฮัมเบิร์ตนั้นแกก็เป็นคนธรรมดาคนนึงที่ดันมีรสนิยมที่ดันผิดกฏหมาย แล้วแกก็ไม่ได้เป็นคนเริ่มอะไรพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งพอคุณอ่านจบคุณอาจจะเข้าใจคุณฮัมเบิร์ตมากขึ้น คุณอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับกฏหมายที่คุณฮัมเบิร์ตบอก หรือคุณอาจเกลียดคุณฮัมเบิร์ตมากขึ้นก็ได้ครับ เพราะการที่คุณเข้าใจไม่ได้แปลว่าคุณต้องเห็นด้วยกับเรื่องที่เข้าใจ เช่น คุณเข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดสงคราม ทำไมต้องทำสงคราม คุณเข้าใจเหตุผลเหล่านั้นครับว่ามันอาจจะมาจากเกียรติ การล้างแค้น ความหวังในเสรีภาพ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการรบราฆ่าฟันนั้น เช่นกันกับที่คุณเข้าใจว่าทำไมคุณฮัมเบิร์ตทำอะไรแบบนั้น แต่คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการกระทำของคุณฮัมเบิร์ต

สุดยอดของการเขียนบรรยาย

เรื่องหนึ่งที่สุดยอดของหนังสือเล่มนี้คือการเขียนบรรยายของผู้แต่ง เพราะเขาเขียนบรรยายได้เรื่อยๆแบบไม่ชวนเบื่อตั้งแต่บรรยากาศสภาพแวดล้อมของฉาก ไล่ยาวไปถึงกระดาษบันทึกของคุณฮัมเบิร์ต หน้าตาของตัวละครต่างๆ สภาพความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งทั้งหมดนั้นบรรยายได้อย่างลื่นไหล อ่านกันได้แบบเพลินๆเลย

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับผมเล่มนี้อ่านแล้วได้กระตุ้นหลักการในการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่าดีหรือเลวว่าเราเที่ยงธรรมแค่ไหน เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน ในตอนคุณเริ่มอ่านเล่มนี้คุณอาจจะคิดว่าคุณฮัมเบิร์ตเป็นคนชั่วช้า หรือควรจะต้องโทษหนักแบบสุดๆ แต่พอคุณได้เห็นเรื่องราวต่างๆของคุณฮัมเบิร์ตแล้วคุณอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ครับ คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องของคนสองคน หรือคุณอาจจะคิดว่าคุณฮัมเบิร์ตเนี่ยน่าจะโดนแขวนคอตายอย่างทรมานก็ได้ ซึ่งถ้าคุณคิดแบบที่ผมกำลังว่าเนี่ยแสดงว่าคุณน่าจะต้องสงสัยแล้วนะครับว่า เราใช้อะไรกำหนดโทษ อารมณ์ของเรา หลักการ ความเสียหายที่เกิดขึ้น หรืออะไร ผมว่าถ้าคุณคิดสักหน่อยคุณอาจจะเริ่มเข้าใจความยากในการตัดสินสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ผิด ผ่านมุมมองเพียงมุมมองเดียว ถ้าคุณไปเห็นมุมมองอื่นคุณอาจจะเปลี่ยนการตัดสิน แต่มันยังมีมุมมองอื่นๆที่คุณไม่เห็นอีก แล้วคุณจะตัดสินได้อย่างเที่ยงธรรมจริงๆเหรอ

Baifern - 2whist

Baifern - 2whist

Baifern - 2whist

น้องคนนี้น่ารักจัง

นี่คงเป็นความรู้สึกแรกที่ได้เห็น MV เพลง My Inspiration คือน้องน่ารักมากๆ ดูสดใสมากๆเลย ซึ่งหลังจากนั้นก็ติดตามผลงานของน้องแบบห่างๆมาตลอด จริงๆผมก็ติดตามเกือบทุกวงจากค่าย SETL Entertainment ซึ่งเพลงของค่ายนี้นั้นมีเหตุผลมีที่มาเกือบทุกเพลง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่มันไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวผมว่าเพลงมันดีมากดีเหนือวงหลายๆวงเลยทีเดียว แต่อย่างว่าแหละครับบนโลกนี้ของดี เพลงดี มันอาจจะไม่ดังในเวลานั้นก็ได้ เพลงหน้าบีบางเพลงกว่าจะดังต้องใช้เวลานานมากๆ บางเพลงนักร้องหายไปแล้วพึ่งมาดังก็มี

ดูการแสดงครั้งแรก

ผมได้ไปดูการแสดงของน้องครั้งแรกเมื่อปลายปี 2021 ที่ Union mall ซึ่งวันนั้นมีศิลปินค่าย SETL Entertainment มาหลายวงเลยทั้ง XLN, AWA, 2Whist, LoliLoli ซึ่งผมตั้งใจไปดู LoliLoli เพราะเป็นการแสดง 2 ครั้งสุดท้ายของวง LoliLoli แล้ว

ในงานวันนั้นน้องใบเฟิร์นกับน้องอลิสมาแสดงหลายเพลงเลยซึ่งร้องเต้นกันสดๆเลยคือบอกเลยว่าถ้าคุณไปงานพวกไอดอลเนี่ยคุณไม่ค่อยเจอหรอกครับการร้องสด ส่วนใหญ่จะเปิดเพลงแล้วลิปซิ้งค์เอา ซึ่งบอกเลยว่าเราเห็นความพยายามของน้องเขาผ่านการแสดงเลย

คุยกันครั้งแรก

หลังจากงานตอนสิ้นปีผมก็ได้ติดตามวงมาตลอดหวังว่า เอ้อเดี๋ยววันไหนว่างๆจัดงานที่เดินทางง่ายๆเนี่ยเดี่ยวเราจะไปดูแต่กลายเป็นว่าแต่ละงานที่วง 2Whist ไปเนี่ยอยู่ไกลมาก บางที่นี่ผมไม่รู้จักเลย พอมีงานใกล้ๆหน่อยก็ดันไม่ว่างไปอีก (ผมทำ Mega project ให้บริษัทแล้วตอนนั้นคนในบริษัทลาออกกันรัวๆเลย) จนได้มีโอกาสได้ไปดูน้องอีกครั้งที่ seacon square ซึ่งครั้งนี้ได้มีโอกาสได้คุยกับน้อง (งานก่อนๆนี่คือไม่มีโอกาสได้คุยเลย) ซึ่งน้องน่ารักชวนคุยเก่ง ตอนนั้นก็คุยกันประมาณว่า เนี่ยพี่ฟังเพลงวงเรามาตลอดเลยนะ เห็นเราตั้งแต่เป็น Trainee ในค่ายเลยนะ แล้วก็บอกน้องว่าเดี๋ยวงานหน้าพี่มาดูอีกนะ

เวลาการเป็นไอดอลมันสั้น

ประโยคนี้เพื่อนผมที่ตามไอดอลเคยบอกผมไว้เพื่อเตือนผมว่าอยากจะทำอะไรให้รีบทำนะ ซึ่งจริงๆผมมีบทเรียนกับไอดอลญี่ปุ่นที่ผมชอบคนนึงมาแล้วที่มัวแต่คิดเยอะไม่ทำอะไรที่อยากทำจนสุดท้ายน้องที่ชอบมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพทำให้ต้องกลับญี่ปุ่น หรือน้องวง Melt mallow บางคนที่ไม่มีโอกาสได้คุยในกันจนวันสุดท้าย ซึ่งเหมือนผมมันเป็นพวกไม่เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตเพราะหลังจากเจอน้องครั้งแรกได้ไม่นาน น้องก็หมดสัญญากับทางค่ายและจัด State อำลาวันที่ 25 กันยายน 2565 คือจังหวะนั้นมันรู้สึกเสียดายมากๆแบบ ทำไมวะ ทำไมเราไม่ไปงานที่อยู่ไกลๆ (จริงๆถ้าเราพยายามเราไปถูกแน่นอน) ทำไมเราไม่แบ่งเวลางานดีๆแล้วไปเจอน้องล่ะ จนถึงตอนที่เขียนอยู่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเสียดายนะ เสียดายที่ไม่ได้สนับสนุนน้องและวงมากกว่านี้

Baifern Graduation Stage

งานในวันนั้นเป็นงานเล็กๆแต่เป็นงานเล็กๆที่ดีมากๆซึ่งในงานทางวงก็แสดงเพลงของวงและค่ายตั้งแต่เพลงใหม่เพลง Soudane เพลง เป็ด เพลง Sigh จากนั้นก็เป็นการแสดงเดี่ยวของแต่ละคนซึ่งปิดท้ายด้วยน้องใบเฟิร์นที่ร้องเพลง ファンサ(Fansa) คือผมก็เคยฟังเพลงนี้เวอร์ชันญี่ปุ่นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้ซึ้งอะไรมาก แต่รอบนี้ได้ฟังเวอร์ชันภาษาไทยแล้วแบบมันเข้ากับงานมากแบบมันคือความรู้สึกของน้องจริงๆแล้วมันส่งถึงเราคือเกือบร้องไห้ในงานจริงๆนะ (ตอนเขียนกลับไปดูคลิปย้อนหลังนี่ก็จะน้ำตาจะไหล) สุดท้ายจบด้วยเพลง My Inspiration เป็นอันจบการแสดง

ต่อมาเป็นช่วงเวลาเชกิซึ่งเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้สนับสนุนน้องเป็นครั้งสุดท้ายก็เลยซื้อเชกิไปเลย 10 ใบ (เป็นการซื้อที่เยอะที่สุดต้ังแต่เคยเชกิมา) ซึ่งพอถ่ายเสร็จก็ได้คุยกับน้องตอนงานเลิกว่าจะไปทำอะไรต่อ น้องก็บอกว่ายังไม่รู้เลยมีอะไรอยากทำเต็มไปหมด อยากทำช่อง Youtube อยากทำอาหาร อยากขายของออนไลน์ อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง แต่น้องบอกว่าน้องได้ทำฝันอย่างหนึ่งสำเร็จแล้วคือการได้มาเป็นศิลปินได้มาร้องเพลงให้ผู้ชมดู น้องบอกว่ามันเหมือนผ่านไปไม่นานทั้งๆที่ 3 ปี จากนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ ผมก็คุยกับน้องว่าเคยเห็นน้องตั้งแต่งาน Melt mallow laststate แล้วน้องก็ว่าหนูก็เคยเจอพี่ พี่ที่หนูเขียนชื่อผิดไง วันนั้นหนูเฟลมากเลยนะที่เขียนชื่อพี่ผิดคนเดียวทั้งงาน ผมนี่แบบเออจริงด้วยวันนั้นมีน้องเขียนชื่อเราผิดน้องใบเฟิร์นนี่เอง ฮ่าๆๆๆ จากนั้นก็คุยไปเรื่อยเปื่อยเรื่องทำอาหารต่างๆนาๆ น้องเรียนอะไร สุดท้ายก่อนหมดเวลาก็เลยเอาของขวัญยื่นให้น้อง ซึ่งมันคือหนังสือสองเล่ม เล่มหนึ่งเพื่อเตือนให้น้องเขานึกถึงความคิดแบบเด็กความคิดที่อาจจะลืมเลือนหายไปเมื่อกลายเป็นผู้ใหญ่ ส่วนอีกเล่มคือหนังสือที่พูดถึงความเป็นผู้ใหญ่เรื่องที่น้องจะต้องเจอในอนาคตก็เลยอยากจะให้น้องเตรียมไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็ไม่รู้ว่าน้องจะได้อ่านมันไหมนะแต่ถ้าน้องได้อ่านก็คงจะมีประโยชน์กับน้อง

จะว่าไปพอได้คุยกับน้องเนี่ยรู้สึกเหมือนตอนเจอนิโกะเลย คือรู้สึกได้ถึงความน่ารักสดใส และก็เข้าได้เลยว่าทำไมใครๆก็ต่างเอ็นดูน้องใบเฟิร์น สุดท้ายก็หวังว่าน้องใบเฟิร์นจะได้ทำตามฝันที่น้องเขาฝันไว้ ซึ่งผมก็คิดว่าระดับน้องใบเฟิร์นแล้วยังไงก็สำเร็จแน่นอน

กลับสู่โลกแห่งความจริง

ผมพูดเสมอว่าการมาดูงานอะไรพวกนี้มันเหมือนการไปท่องเที่ยวหลีกหนีจากงาน งานที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความไม่ลงตัว ปัญหาที่ผมจะต้องไปใช้ความรู้ความสามารถจัดการปัญหาเหล่านั้นให้มันผ่านไปได้ ซึ่งมันสนุกในช่วงแรกแต่หลังๆมันเหมือนคุณต้องไปเจอปัญหานี้อีกแล้วๆ วนไปวนมาเหมือน For loop ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ ระหว่างทางก็นึกเสียดายหลายๆเรื่องในชีวิตที่ตัดสินใจที่ไม่ทำ พอถึงบ้านก็เห็นน้องอัพ story เปิดของขวัญที่เราให้ซึ่งน้องบอกว่าชอบของขวัญที่เราให้ ความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจมากเพราะน้อยครั้งมากๆที่จะมีคนบอกชอบของขวัญที่เราให้

พวกฉัน พวกมัน พวกเรา - Moral tribes

พวกฉัน พวกมัน พวกเรา - Moral tribes

พวกฉัน พวกมัน พวกเรา - Moral tribes

ผมเห็นหนังสือเล่มนี้จากการไปดูหนังสืออ่านเล่นในสำนักพิมพ์ SALT ซึ่งชื่อหนังสือที่เขียนว่า “พวกฉัน พวกมัน พวกเรา” ซึ่งตรงกับสถานการณ์ของสังคมที่ผมอยู่ (สังคมของผมคือสังคมในโลกออนไลน์ที่ชื่อว่า Facebook ซึ่งมีกลุ่มคนรู้จักและเพื่อนแลกเปลี่ยนข่าวสารกันในนั้น) ที่ต่างฝ่ายต่างทำการบอกว่าฝ่ายตัวเองถูกซึ่งผมก็เห็นว่าฝั่งหนึ่งดูมีเหตุผล แต่บางเรื่องเขาก็ขาดเหตุผลหรือก็ขัดแย้งในหลักการของตัวเองเช่นกัน

ถ้าการแบ่งกลุ่มนั้นมีไว้แค่บอกกลุ่มเฉยๆไม่ได้มีผลต่อการเข้าสังคม ไม่ได้มีผลต่อการปฏิบัติต่อกัน ไม่มีผลต่อการตัดสินใจที่จะใช้แค่ว่าอยู่กลุ่มไหนโดยไม่ใช้เหตุผลแล้วมาเลือกปฏิบัติ การจัดกลุ่มคงจะเป็นอะไรที่ทำกันได้แบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แต่มันไม่ใช่สิครับ พอคุณถูกจัดอยู่กลุ่มไหนแล้ว คุณจะถูกเลือกปฏิบัติอย่างทันทีทันใด โดนดูถูก เหยียดหยาม โดนตัดสินว่าไร้สมอง ต่างๆนาๆ ซึ่งถามว่ามันทำได้ไหม ก็ต้องบอกว่าทำได้ครับ ผมไม่มีสิทธิ์ห้ามใดๆ มันอาจสมควรแล้วก็ได้ การปฏิบัติต่อคนที่ถูกจัดกลุ่มว่าเลวร้ายแล้ว การจัดคนเข้ากลุ่มต่างๆนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเพียงแค่คุณเห็นต่างนิดหน่อยเช่น คุณอาจจะเห็นด้วยเรื่อง A แต่คุณไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่จะทำให้ A เกิดขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็จะถูกจัดเป็นฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มนั้นทันที

ด้วยเหตุผลที่ผมสาธยายไปจึงทำให้ผมสนใจหนังสือเล่มนี้มากจนจะสั่งมาอ่านแต่สุดท้ายก็ไม่ได้สั่งเนื่องจากไม่ได้มีขายในงานหนังสือ แต่สุดท้ายก็ได้อ่านหนังสือเล่มผ่านห้องสมุด Tk park

ชนเผ่าเลี้ยงแกะ

หนังสือเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับชนเผ่าเลี้ยงแกะในทิศต่างๆ ซึ่งแต่ละเผ่ามีพื้นที่เลี้ยงแกะที่จำกัด แต่ละเผ่ามีวิธีเลี้ยงแกแตกต่างกันเช่น เผ่าหนึ่งใช้วิธีแบ่งให้แต่ละครอบครัวเลี้ยงแกะในจำนวนที่เท่ากันโดยไม่สนว่าครอบครัวนั้นจะมีกี่คน ในเผ่านั้นมีปัญหาเกิดขึ้นบ้างแต่สุดท้ายเผ่านั้นก็สามารถอยู่รอดและรุ่งเรือง อีกเฝ่าหนึ่งมีวิธีการจัดการการเลี้ยงแกะให้ครอบครัวนั้นสามารถเลี้ยงแกะได้ตามจำนวนคนในครอบครัว ในเผ่าก็เกิดปัญหามากมายตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งพึ่งมีคนเสียชีวิตก็ต้องมาลดจำนวนแกะในครอบครัวลงอีก แต่ต่อให้มีปัญหานั้นเผ่านั้นก็ยังอยู่รอดและรุ่งเรืองขึ้นมา อีกเผ่าหนึ่งให้แต่ละคนเลี้ยงแกะตามกำลังความสามารถของแต่ละครอบครัว เผ่านี้ก็มีปัญหามากมายเช่น เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีกำลังความสามารถในการเลี้ยงแกะก็จะมีความสามารถในการเลี้ยงแกะต่อไปมากขึ้นเรื่อยๆ เบียดเบียนครอบครัวอื่นๆ แต่เผ่านี้ก็ยังสามารถอยู่รอดและรุ่งเรืองต่อไปนี้ อีกเผ่าหนึ่งมีวิธีการเลี้ยงแกะโดยแกะทุกตัวเป็นของทุกคนในเผ่า ทุกคนต้องช่วยกันเลี้ยงแกะ เผ่านี้ก็เจอปัญหามากมายตัวอย่างเช่น มีหลายคนในเผ่าอู้งานเลี้ยงแกะไม่เต็มที่ แต่เผ่านี้ก็สามารถอยู่รอดและรุ่งเรือง จะเห็นว่าทุกเผ่าต่างมีวิธีของตนและวิธีของแต่ละเผ่าก็สามารถพาให้เผ่าอยู่รอดมาได้ ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อป่าขนาดใหญ่ซึ่งเคยกั้นชาวเผ่าแต่ละเผ่าออกจากกันได้หายไปทำให้เกิดพื้นที่เลี้ยงแกะใหม่ขึ้นมา ทุกเผ่าต่างไปที่พื้นที่ใหม่นั้นเพื่อจะใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงแกะ ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อคนต่างเผ่าเจอกัน แต่ล่ะเผ่าต่างอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของพื้นที่นั้น ต่างใช้หลักการของตนเองเพื่อบอกว่าพื้นที่เลี้ยงแกะตรงนี้ควรจะใช้อย่างไร สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งจนนำไปถึงการเสียเลือดเสียเนื้อ

หากคุณลองตีความปัญหานี้คุณจะเห็นเลยว่ามันคือปัญหาของสังคมในปัจจุบัน ชนเผ่าแต่ละชนเผ่าก็คือแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองการปกครองรูปแบบต่างๆซึ่งมันทำให้เผ่าของเขาอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาที่เราพบคือเมื่อชนเผ่าแต่ละชนเผ่ามาเจอกันก็เริ่มบอกว่าเฮ้ย คุณควรทำแบบนั้นสิ แบบนี้สิด้วยหลักการของเผ่าตนเอง บางเผ่าก็อ้างสิทธิ์บนพื้นที่ใหม่ที่พึ่งถูกค้นพบหรือรุนแรงกว่าคืออ้างสิทธิ์ในพื้นที่ของอีกชนเผ่า

นี่คือปัญหาซึ่งก่อให้เกิดคำถามมากมายเช่น เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง มันมีหลักการพื้นฐานทางความเชื่อ จริยธรรมกลางที่สามารถใช้ร่วมกันได้ไหม (ถ้ามีเราคงยึดกฏนั้นเป็นกฏกลางทำให้เราไม่ต้องมีปัญหากัน) ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดจากความเป็นมนุษย์หรือไม่ เพราะมนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่แก่งแย่งกันตั้งแต่กำเนิดเลยรึเปล่าทำให้เรามีปัญหาแบบนี้กัน หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้ตอบทุกคำถามที่ผมว่าแต่อย่างน้อยเขาก็พยายามหาคำตอบและทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับการปัญหาและการแก้ปัญหา

โศกนาฏกรรมสาธารณะ

โศกนาฏกรรมของสาธารณะ (tragedy of the commons) เป็นปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องการทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนตัวตามเหตุตามผลแต่มันส่งผลไม่ดีต่อส่วนรวม ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีพื้นที่เลี้ยงแกะจำนวนหนึ่ง ถ้าตามเหตุผลการเพิ่มจำนวนแกะที่ตนเองเลี้ยงจะทำให้ตัวเองมีความมั่งคั่งมากขึ้น ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่เราจะเพิ่มจำนวนแกะเข้าไป ซึ่งทุกคนก็ย่อมคิดแบบนั้น ปัญหาคือพื้นที่การเลี้ยงแกะนั้นมีจำกัดหญ้าที่ใช้เลี้ยงแกะนั้นมีจำกัดเมื่อทุกคนต่างเพิ่มจำนวนการเลี้ยงแกะมากจนหญ้าไม่สามารถโตได้ทัน สุดท้ายแกะของทุกคนก็จะตาย นี่เป็นตัวอย่างพื้นฐานของโศกนาฏกรรมสาธารณะ ซึ่งหากใครยังไม่เข้าใจ (เพราะผมอธิบายไม่ดี) ว่ามันเป็นแบบไหน หรืออยากได้ตัวอย่างอื่นๆอีก ผมแนะนำช่อง TED-ED ใน Youtube เลยครับ มีการทำ Video อธิบายเรื่องโศกนาฏกรรมของสาธารณะไว้ คุณสามารถดูได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=CxC161GvMPc เลย (มีซัปไทยด้วยไม่ต้องกลัวไม่รู้เรื่อง)

โศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ (tragedy of the commons)

หากจะสรุปง่ายๆปัญหาโศกนาฏกรรมสาธารณะนั้นเป็นปัญหาความเห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ส่วนรวม ในหนังสือใช้คำว่าปัญหา “ฉัน vs เรา” หากคุณมองว่าปัญหา โศกนาฏกรรมสาธารณะนั้นใหญ่ไป เราไม่เคยหรอก เรามาลองดูปัญหาเล็กๆที่เป็นปัญหา “ฉัน vs เรา” เช่นกันซึ่งนั่นก็คือ “ปัญหาความลำบากใจของนักโทษ”

ปัญหาความลำบากใจของนักโทษ

ปัญหาความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s dilemma) เป็นปัญหาว่าด้วยนักโทษ 2 คนที่ทำงานด้วยกันถูกจับ แต่ตำรวจไม่สามารถจับพวกเขาในข้อหาหนักได้ เช่น จับโจร 2 ที่ไปขโมยดินสอร้านเครื่องเขียน ซึ่ง 2 คนเนี้ยตำรวจรู้ว่าคือพวกเขาโจรปล้นธนาคาร แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานคดีปล้นธนาคารซึ่งเป็นโทษหนัก ซึ่งทางตำรวจก็เลยเกิดปิ๊งไอเดียเพื่อจะจับโจรในข้อหาปล้นธนาคารว่า ถ้าโจรยอมสารภาพในคดีปล้นธนาคารว่ามีใครร่วมปล้นบ้าง โจรคนนั้นจะได้รับการกันตัวเป็นพยานไม่ต้องรับโทษไปเลย ส่วนอีกคนก็จะโดนจับเข้าคุกไป ซึ่งตำรวจไม่ได้ยื่นข้อเสนอแค่คนเดียวครับ คุณตำรวจผู้แสนฉลาดก็ยื่นข้อเสนอให้โจรอีกคนเช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้เกิดเหตุการณ์ได้ 4 กรณีดังภาพด้านล่าง จะเห็นว่าถ้าทั้งสองคนสารภาพทั้งสองคนจะติดคุก แต่ถ้าทั้งสองคนไม่สารภาพจะโดนคุกคนละ 1 ปี แต่ถ้าคนหนึ่งสารภาพอีกคนไม่สารภาพ คนสารภาพจะไม่มีโทษ ส่วนคนที่ไม่สารถาพจะติดคุก 3 ปี

หากคุณเป็นคนใช้เหตุผลและคุณเชื่อได้แต่ตัวคุณเอง คุณย่อมคิดว่าการสารภาพนั้นดีที่สุดครับเพราะอย่างน้อยคุณก็คว้าโอกาสที่จะไม่ติดคุกไว้แล้ว อีกทั้งคุณจะต้องรู้สึกแค้นเป็นแน่นอนหากคุณเลือกที่จะเป็นคนปิดปากเงียบแต่เพื่อนของคุณสารภาพซึ่งนั่นจะกลายเป็นคุณติดคุกแต่เพื่อนหักหลังคุณลอยนวลไป และสุดท้ายต่อให้คุณและเพื่อนต่างหักหลังกันมันก็จบที่ติดคุกด้วยกันทั้งคู่ซึ่งก็ถือว่า “เจ๊า” กันไป ซึ่งถ้ามองโดยทั่วไปแล้วมันเหมือนการสารภาพนั้นเป็นทางเลือกที่ดีใช่ไหมครับ แต่หากมองภาพรวมแล้วจะเห็นว่าการเลือกแบบนี้สร้างผลเสียโดยรวมให้แก่ทุกคน ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับทุกคนในปัญหานี้คือทั้งสองฝ่ายไม่สารภาพ (ติดคุกคนละปี) ในหนังสือเรียกผลลัพธ์นี้ว่า “มุมวิเศษ” ซึ่งถ้าคุณมองไปในชีวิตจริงมันมีจริงๆนะครับคนที่ไม่ยอมสารภาพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คำถามคืออะไรที่ทำให้คนเราไปอยู่ในมุมวิเศษนั้นได้

ในหนังสือยกตัวอย่างเหตุผลต่างๆที่ทำให้คนเลือกที่จะไม่ยอมสารภาพเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ส่วนรวมที่ดีที่สุดไว้มากมายตัวอย่าง เช่น

  • คุณธรรมขั้นต่ำ

เรื่องนี้อาจดูตลกแต่เรานั้นถูกสั่งสอนให้เป็นคนดี ซึ่งคนดีๆส่วนใหญ่ที่หลายๆที่นิยามกันก็จะมีเรื่องการไม่หักหลังใคร หรือ อย่าทำสิ่งที่คุณไม่อยากโดนกับคนอื่นอยู่ในนั้นด้วย (โจรสองคนคงไม่ใช่คนดีในเรื่องไม่ขโมยของใคร แต่ก็ย่อมไม่อยากถูกใครหักหลัง) ดังนั้นด้วยคุณธรรมที่พวกเขาได้ถูกสอนมาพวกเขาจึงไม่หักหลังกัน

  • คนที่ปล้นด้วยเป็นญาติใกล้ชิด หรือ คนรัก

อันนี้แน่นอนอยู่แล้วครับ ถ้าคนคนนั้นเป็นเพื่อนรักคุณ ญาติคุณ ครอบครัวคุณ คุณย่อมจะไม่หักหลังคนที่คุณรักแน่นอน

  • การล้างแค้น

ข้อที่แล้วคือรักข้อนี้คือแค้นครับ เมื่อคุณถูกหักหลังคุณย่อมต้องล้างแค้น ดังนั้นหากแต่ล่ะฝั่งรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาล้างแค้นคุณแน่นอนเมื่อคุณหักหลัง ถ้าคุณไม่อยากเสี่ยงหรือมีปัญหาคุณก็น่าจะเลือกที่ไม่หักหลังเพราะกลัวโดนตามล้างแค้น

  • ประโยชน์ในอนาคต

ข้อนี้เป็นการมองไปในอนาคตของทั้งสองคน หากทั้งสองเป็นโคตรโจรที่ถ้าร่วมมือกันจะปล้นได้ทุกอย่าง การที่ฝั่งหนึ่งทรยศ จะทำให้ผลประโยชน์ในอนาคตเสียไป ไม่ว่าจะเกิดจากโจรคนที่ถูกปล่อยไม่สามารถปล้นธนาคารใหญ่ๆได้เพราะไม่มีคนมีฝีมือมาร่วมปล้นด้วย หรือ โจรอีกคนรู้ว่าโดนหักหลังก็จะไม่รวมมือกับโจรอีกคนกลายเป็นทั้งสองเสียประโยชน์ในการปล้นธนาคารใหญ่ๆ

  • ชื่อเสียงในวงการ

อันนี้แน่นอนว่าหากคุณหักหลังเพื่อนโจร ชื่อเสียงด้านการหักหลังของคุณจะดังไปทั่วในวงการ ซึ่งแน่นอนไม่มีใครอยากทำงานกับคนหักหลัง

  • องค์กร

ชื่อเสียงนั้นเกิดจากการข่าวในวงการซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้น ดังนั้นหากคุณหักหลังคนอื่นไปแล้ววิธีง่ายๆที่จะแก้ปัญหาเรื่องชื่อเสียงก็คือก็แค่ย้ายไปพื้นที่ใหม่ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้เกิดขึ้นจึงมีการตั้งองค์กรขึ้นมา ซึ่งการจะเป็นสมาชิกในองค์กรนี้ได้นั้นต้องไม่มีประวัติหักหลังซึ่งเมื่อคุณอยู่ในองค์กรคุณก็จะทำงานกับสมาชิกในองค์กรได้อย่างสบายใจ และคุณก็ไม่กล้าคิดที่จะหักหลังใครแน่นอนเพราะถ้าคุณทำ คนในองค์กรก็จะไล่ล่าคุณเพื่อลงโทษเพื่อไม่ให้คนอื่นในองค์กรเสียชื่อ อีกทั้งยังรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรด้วย

จริงๆในหนังสือมีเหตุผลอีกมากมายหลายข้อ ซึ่งแต่ทุกข้อที่กล่าวในหนังสือนั้นมีการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างมากมายเพื่อสนับสนุนทฤษฏีดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องมั่วๆที่คิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุผลและการทดลองรองรับ จากทุกข้อที่กล่าวมาเราจะเห็นได้ว่า อารยธรรมของเรานั้นได้สร้างระบบต่างๆขึ้นมาเพื่อทำให้เราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน พยายามผลักดันให้คนเลือกที่จะอยู่ใน มุมวิเศษ ไม่ว่าจะเรื่องศีลธรรม การสร้างความรัก การสร้างพวกเรา การมีชื่อเสียง การสร้างวัฒนธรรมการล้างแค้น(ซึ่งอาจจะดูขัดศีลธรรมแต่มันได้ผล) การสร้างองค์กรขึ้นมา

ปัญหารถราง

ปัญหารถราง - Trolley Problem

หากคุณเล่นสื่อสังคมออนไลน์คุณคงจะเคยเห็นปัญหารถราง (Trolley Problem) ซึ่งเป็นกระแสกันอยู่บ้าง ส่วนผมรู้จักปัญหานี้ตอน ม.ปลาย โดยอาจารย์ที่ปรึกษาเอาคำถามนี้มาถามตอนคาบ Home room คำถามนี้ก็ง่ายๆคือมีรถรางกำลังวิ่งมาซึ่งเบรคน่าจะมีปัญหา ซึ่งถ้ารถรางยังวิ่งต่อไปจะมีคน 5 คนต้องตาย คุณซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สับราง (หรือคนที่พอดีอยู่ตรงตำแหน่งสับราง) คุณสามารถช่วย 5 คนนั้นโดยสับรางรถไฟไปอีกทาง แต่การทำอย่างนั้นจะทำให้ 1 คนตาย คำถามคือคุณจะเลือกทางไหน สำหรับเพื่อนๆในห้องเรียนผมตอนนั้นส่วนใหญ่จะตอบข้อเลือกให้ 5 คนรอด ส่วนผมเป็นแกะดำเลือกให้ 5 คนตาย (ถ้าถามว่าทำไมผมปล่อยให้ 5 คนตายน่ะเหรอ ก็เพราะว่า 1 คนตรงนั้นไม่ควรตายตั้งแต่แรก ถ้าผมช่วย 5 คนนั้นแปลว่าผมฆ่าคน 1 คน ใครล่ะจะกล้าฆ่าคน) ซึ่งเหตุผลที่ที่คนส่วนใหญ่ตอบว่าเลือกให้ 5 คนรอดเพราะจำนวนคนที่มากกว่าซึ่งก็ดูมีเหตุผลดี แต่คราวนี้ลองมาดูคำถามคล้ายๆกันครับชื่อคำถามว่า Fatman

Fatman

คำถามข้อนี้เหมือนเดิมคือมีรถรางวิ่งมาและถ้าไม่ทำไรอะไรจะมี 5 คนตาย คราวนี้คุณยืนอยู่บนสะพานและเห็นชายอ้วนคนหนึ่งยืนอยู่บนสะพานด้วย ถ้าคุณผลักชายอ้วนคนนี้ตกลงไปให้รถรางเหยียบตายก็จะทำให้ 5 คนนั้นรอด พอคุณอ่านถึงตรงนี้มันคุ้นๆไหมครับ จะเห็นว่ามันเหมือนกับคำถามข้อปัญหารถรางเป๊ะๆเลย แต่ปัญหาที่น่าแปลกคือคนส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่ทำ เขาจะไม่ผลักชายอ้วนลงไปให้รถไฟเหยียบแน่นอน

คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้นทั้งที่ผลลัพธ์เหมือนกันทุกประการคือ 1 คนตาย 5 คนรอด ถ้าคุณบอกว่าคุณเลือกสับรางให้ 1 คนตาย แต่เพื่อให้ 5 คนที่จำนวนมากกว่ารอดแล้วทำไมคุณไม่ผลักคนอ้วนลงไปตายล่ะเพราะ 1 คนตาย ช่วย 5 คนรอดเหมือนกัน นี่มันคำถามที่ทำให้เกิดการศึกษาทดลองในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคุณสามารถไปหาหนังสือมาอ่านได้ครับ เขามีการทดลองและผลการทดลองในหลายๆแง่มุมให้คุณได้ดูไม่ว่าจะเปลี่ยนโจทย์เป็นใช้การกดปุ่มประตูกลให้ชายอ้วนตกลงไป หรือเปลี่ยนเป็นไม่ผลักชายอ้วนแต่เป็นชายอ้วนขวางทางไปสับรางคุณจึงต้องวิ่งชนเขาทำให้เขาตกสะพานตาย (ตกจากที่สูงตายไม่ได้โดนรถรางทับตาย) เพื่อช่วยชีวิต 5 คน เมื่อเปลี่ยนตัวแปรต่างๆเหล่านี้ผู้คนจะตอบกันอย่างไร และบางการทดลองถึงขนาดแสกนสมองส่วนที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณกับส่วนที่ใช้เหตุผลเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อเจอคำถามเหล่านี้

หนังสือสรุปเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมเราไม่ผลักชายอ้วนลงไปไว้หลายข้อ ผมจะเอามาเล่าสักข้อ ส่วนที่เหลือคุณต้องไปหาอ่านเองในหนังสือครับ รับรองว่าคุณจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่เลือกผลักชายอ้วนลงไปให้รถรางเหยียบตาย

  • วิธีการและผลข้างเคียง

โดยจริยธรรมที่สอนกันมาเราถูกสอนหรือปลูกฝังตามค่านิยมว่าเราจะไม่ใช้มนุษย์ด้วยกันเป็นเครื่องมือหรือวิธีการเพื่อผลลัพธ์ ในกรณีคำถามชายอ้วนนั้นจะเห็นว่าเราใช้ชายอ้วนเป็นเครื่องมือหรือวิธีการในการหยุดรถไฟ ดังนั้นเราจึงคิดว่ามันไม่เหมาะสมที่จะทำแบบนั้น แต่การสับรางรถไฟที่ทำให้ 1 คนตายนั้นเป็นผลข้างเคียงจากการช่วยเหลือ (คุณไม่ได้ใช้คน 1 คนให้ตายเพื่อช่วย 5 คน) ดังนั้นคุณจึงไม่รู้สึกว่ามันผิดอะไร กรณีนี้มีให้เห็นมากมายในชีวิตจริงครับ หากคุณทำสงครามการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายเช่นโรงเรียนหรือโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ แต่การระบิดโรงเก็บระเบิดทำให้โรงเรียนและโรงพยาบาลระเบิดไปด้วยเป็นผลข้างเคียงซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับได้

วิธีคิด 2 แบบ

ในหนังสือพูดถึงวิธีการคิดสองแบบคือวิธีคิดโดยสัญชาตญาณกับวิธีคิดโดยใช้เหตุผล ซึ่งจริงๆมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ละเอียดมากแล้วคือ THINKING, FAST AND SLOW คิด, เร็วและช้า โดยสรุปง่ายๆก็ตามชื่อเลยครับ คิดเร็วคือคิดตามสัญชาตญาณเป็นระบบอัตโนมัติซึ่งทำงานได้ดีกับปัญหาบางปัญหาซึ่งหนังสือนี้หมายถึงปัญหาโศกนาฏกรรมสาธารณะ (ปัญหา ฉัน VS เรา) เช่น เมื่อพูดถึงการช่วยเหลือส่วนรวม (ในกลุ่มของคุณไม่ว่าจะครอบครัว หมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ) เรามักจะใช้สมองส่วนอัตโนมัติก่อน ซึ่งถามว่าดีไหมก็บอกว่าดีครับ แต่มันก็ไม่ดีทุกกรณี ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเป็นปัญหาที่เป็นปัญหาระหว่าง “พวกเรา vs พวกเขา” เพราะเราต่างถูกสอน ถูกปลูกฝังวิธีคิดแบบอัตโนมัติโดยใช้ตัวแปรการให้ค่าต่างกัน เช่น กลุ่มหนึ่งให้ความปัจเจก กลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญต่อส่วนรวม บางกลุ่มให้ความสำคัญต่อความเชื่อของเทพเจ้าหรือความศักดิ์สิทธิ์ที่คนในกลุ่มเชื่อ ซึ่งพอเป็นแบบนั้นคุณจะคุยกันไม่รู้เรื่องครับ ดังนั้นมนุษย์จึงมีวิธีคิดอีกแบบซึ่งนั่นก็คือวิธีคิดโดยใช้เหตุผล คำนวณต้นทุน สิ่งที่ได้มาหรือเสียไป ซึ่งจะเห็นว่าวิธีคิดแบบนี้นั้นยืดหยุ่นในการแก้ปัญหามากกว่า ซึ่งมันเหมาะกับปัญหาระหว่าง พวกเรา vs พวกเขา

หนังสือแนะนำว่าถ้าเจอปัญหาเกี่ยวกับ ฉัน vs เรา ให้เรารับฟังวิธีคิดแบบอัตโนมัติความคิดแรกที่โผล่เข้ามาซึ่งส่วนใหญ่จะเหมาะสมกับปัญหานั้น (แต่ก็ให้ลองคิดด้วยเหตุผลอีกทีนะครับถ้าคุณรู้สึกคลางแคลงใจ) ส่วนปัญหาที่เป็นความขัดแย้งระหว่าง พวกเรา vs พวกเขา เช่น ปัญหาการทำแท้ง ปัญหาสภาพแวดล้อม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วยวิธีที่อีกฝ่ายเสนอ ให้เราวางความคิดที่เป็นอัตโนมัติที่โผล่ขึ้นมาลงทันทีเลยครับ จากนั้นใหใช้เหตุผลคิดคำนวนต้นทุน สิ่งที่ได้ สิ่งที่เสีย มาคิดแทน

ประโยชน์นิยม

ส่วนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นแนวคิดเรื่องประโยชน์นิยม - Utilitarianism เป็นแนวคิดหนึ่งซึ่งโด่งดังในสมัยศตวรรษที่ 19 ( ค.ศ. 1800 - 1900 ) ถ้าเทียบปีไทยก็ประมาณปี พ.ศ. 2343 - 2453 น่าจะช่วงหลังกรุงศรีแตกรอบที่ 2 เริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (แค่ +543 แล้วเอาไปเทียบกับปีที่คุณจำได้ผมว่าไม่น่ายากที่จะหาเหตุการณ์ร่วมของโลก ) โดยประโยชน์ให้ความสำคัญกับความสุขของทุกคนเป็นสำคัญ (วิธีหาว่าความสุขคืออะไรให้ลองไล่กลับจากสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ไล่กลับไปเรื่อยๆคุณจะรู้ว่าความสุขคืออะไร ความสุขไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขนะครับ) ซึ่งพอพูดถึงจุดนี้จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นทันทีครับ ปัญหาแรกคือความสุขคืออะไร (แต่ส่วนใหญ่จะไปอยู่คำตอบเดียวกันเป็นส่วนใหญ่) แต่อันนั้นเล็กน้อยมากครับ ปัญหาของแนวคิดนี้ คือให้ความสำคัญแก่ความสุขทุกคน ถ้าคุณเป็นคนพอมีพอกินเป็นชนชั้นกลางที่พอมีเงิน ตัวอย่างเช่นผมที่มีเงินเดือนเหลือพอที่จะจะถ่ายรูปกับไอดอลได้ในราคา 150 - 300 บาท ผมควรจะต้องสละความสุขส่วนนี้เพื่อนำเงินตรงนี้ไปช่วยเหลือคนที่ลำบากมากกว่า อย่าลืมว่าเงิน 150 - 300 บาท อาจช่วยชีวิตของเขาได้เลย มันฟังดูดีครับแต่ถ้าคุณยึดหลักประโยชน์นิยมแบบสุดโต่งมันเท่ากับว่าผมต้องสละความสุขส่วนนี้ไปจนกว่าทั้งโลกจะมีความสุขอย่างนั้นหรือ แล้วผมไม่ม่สิทธิ์มีความสุขจากเงินที่ผมหามาจากแรงของผมเลยเหรอ

ปัญหานี้อาจจะแบบโถ่ คุณอะ คุณมันเหี้ยแค่สละความสุขส่วนตัวเล็กๆน้อยๆไม่ได้เหรอ งั้นเปลี่ยนเป็นมีคนป่วยที่ต้องการอวัยวะอยู่ 5 คน หากอยากให้ 5 คนรอด เพียงคุณเสียสละชีวิตคุณเองยอมตายเอาอวัยวะไปให้ 5 คนนั้น เท่านี้คน 5 คนรอด นั่ทำให้ความสุขโดยรวมในโลกเพิ่มขึ้น ใช่ครับพอคุณคิดในกรณีสุดโต่งในแนวคิดของประโยชน์นิยมแล้วคุณอาจจะร้องว่า “แนวคิดเหี้ยไรเนี่ย”

ทั้งหมดมันเป็นปัญหาในกรณีสุดโต่งครับอยากให้ลองวางมันลงก่อนแล้วลองเปิดใจ (ผมไม่ควรพูดกรณีสุดโต่งก่อนนะ แต่ผมคิดว่าถ้าไม่เปิดด้วยเรื่องไม่ดีก่อนมันจะเป็นหลอกขายความคิด ดังนั้นบอกด้านแย่ก่อนเลยดีกว่าแล้วค่อยมาหาด้านดี )

แนวคิดของประโยชน์นิยมที่นำไปใช้งานจริงนั้นคือการประนีประนอมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทุกคนมีความสุขครับ จริงๆคุณอาจจะคุ้นเคยกับหลักการประโยชน์นิยมอยู่แล้วครับ ลองคิดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำกันดูครับ เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไง ฝ่ายหนึ่งบอกว่า เฮ้ย ไอพวกนั้นมันพวกขี้เกียจมันจนแบบนั้นก็สมควรแล้วจะไปช่วยเหลือคนแบบนั้นทำไม กว่าฉันจะมีทุกวันนี้ได้ฉันก็ลงทุนลงแรงไปเยอะนะโว้ย อีกฝ่ายหนึ่งก็จะบอกว่า เฮ้ยในเมื่อเรามีทรัพยากรเหลือตั้งมากตั้งมากทำไมเราไม่แชร์กันล่ะให้ทุกคนล่ะ สองแนวคิดนี้คือปัญหา พวกเรา vs พวกเขา ครับ ต่างคนต่างยึดแนวคิดของตัวเองอาจจะสุดโต่งไม่สุดโต่งก็แล้วแต่ สุดท้ายถ้าเรายังเถียงกันแบบนี้มันก็ไม่จบ ดังนั้นเรามาประนีประนอมกันดีกว่า ซึ่งนั่นคือระบบภาษีครับ ซึ่งภาษีที่เจ่ายกันนั้นไม่เท่ากันใช่ไหมครับ (ในกรณีภาษีเงินได้บุคคล) จะเห็นว่าคนได้น้อยก็จ่ายน้อย พอได้มากก็จ่ายมาก สงสัยไหมครับทำไมถึงเป็นแบบนั้น ถ้าคิดแบบประโยชน์นิยมที่คิดว่า “เราควรทำให้ทุกคนมีความสุข” เรามาดูความสุขที่อาจเกิดขึ้นมาได้จากเงินผ่านรูปด้านล่างกันครับ หรือเอาไป search ด้วยคำว่า diminishing sensitivity ได้ครับ มี Paper ด้วยนะ

Prospect Theory

ในกรณีของคนที่มีรายได้น้อยหรือกลางๆให้มองตรงกลางของกราฟจะเห็นว่าการขึ้นลงนิดหน่อยของจำนวนเงินเนี่ยทำให้ Psycological value หรือมองง่ายๆว่าความสุขเนี่ยขึ้นลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับคนที่มีรายได้เยอะให้มองด้านขวาของกราฟจะเห็นว่าค่าความสุขนั้นเพิ่มขึ้นน้อยมาก คุณลองคิดง่ายๆเช่น คุณได้เงิน 12,000,000.00 ต่อปี การที่คุณได้เงินลดลง 3,659,000.00 บาท (คิดภาษีผ่านเว็บ https://www.uobam.co.th/en/tax-calculation) คุณยังมีเงินเหลือใช้ต่อปีถึง 8,341,000 บาท สำหรับการใช้ชีวิตไม่เลิศหรูฟุ่มเฟือยจนเกินไปผมว่าคุณสามารถใช้เงินหาความสุขได้ตลอดทั้งปีครับ ตัวอย่างเช่นคุณสามารถกินโอมากาเซะมื้อละ 2,000 ทั้งปีก็ยังใช้เงินเพียงแค่ 2,190,000 เท่านั้นเอง ดังนั้นการเก็บเงินผู้มีรายได้มากเป็นจำนวนเงินที่เยอะนั้นไม่ได้ทำให้ความสุขของคุณลดลงมากเท่าไหร่ ถ้าเทียบเงิน 3,659,000 บาทแล้วเอาไปเป็นกองทุนการศึกษาให้เด็กที่ต้องการเรียนจบปริญญาตรีคนละ 216,000 บาท (ผมตีปีละ 54,000 บาท เรียน 4 ปีรวมเป็นเงิน 216,000) ได้ถึง 16 คนเลยครับ และเด็ก 16 คนนี้ก็จะได้มีวิชาความรู้อาชีพไปทำงานไม่ต้องเป็นภาระให้สังคมอีก จะเห็นว่าถ้าคุณใช้ประโยชน์นิยมคุณจะไม่มาเถียงกันเลยเพราะคุณจะเห็นว่าวิธีการแบบนี้คุณเสียอะไร ได้อะไร สิ่งที่ได้คุ้มเสียหรือไม่

หรือถ้าปัญหานี้ด้านบนมันดูเล็กไป ประโยชน์นิยมสามารถบอกว่าการใช้งานทาสนั้นเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการ วิธีคิดไม่ยากครับ การที่คุณมีทาสทำให้คุณได้เงินจากการที่ทาสทำเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่เช่นทาส 1 คนอาจทำงานสร้างเงินให้กับคุณได้ 500 x 365 = 182,500 บาท (ผมใช้ค่าแรงคนหนึ่งคนคือ 500 บาทต่อวัน 1 ปีจึงเป็นเงิน 182,500 บาท) ซึ่งการจะมีทาสได้แปลว่าคุณต้องรวยระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้ามองในมุมของทาสว่าต้องเสียอะไรไปบ้าง ขาดอิสรภาพ โดนกดขี่ โดนทำร้าย โดนข่มขืน จะเห็นว่าสิ่งที่ทาสโดนนั้นทำให้ความสุขของเขาไปมากมายขนาดไหน เมื่อเทียบกับเงิน 182,500 บาทที่คนรวยในระดับหนึ่งจะหาความสุขเพิ่มได้แล้วดูไม่สมเหตุสมผลเลยใช่ไหมครับ ถ้าคุณคิดด้วยเหตุผลแบบนี้หลักการเรื่องการมีทาสจะขัดกับหลักการประโยชน์นิยมในทันที

ในหนังสือมีการลงรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์นิยมไว้เยอะมาก มันอธิบายหลักการที่น่าสนใจและตอบกรณีสุดโต่งต่างๆได้ดี และทางผู้เขียนใช้คำว่า “ปฏิบัตินิยมเชิงลึก” แทนประโยชน์นิยม เพื่อสื่อให้เห็นว่ามันต้องใช้ในทางปฏิบัติภายใต้ข้อจำกัดของมนุษย์ เช่น คนไม่จำเป็นต้องเสียเงินทุกบาทที่เกินจากส่วนที่ทำให้มีชีวิตรอดเพื่อช่วยคนทั้งโลก คุณแค่เสียในจำนวนที่คุณคิดว่าสมควรสำหรับคุณ ที่จะไม่ลดความสุขของคุณมากจนเกินไป ผมแนะนำไปลองหามาอ่านครับคุณจะเข้าใจแนวคิดประโยชน์นิยมและเห็นว่ามันอาจจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งได้ดี

ท่าไม้ตายที่ชื่อว่า สิทธิ์ หน้าที่

หนังสือพูดถึงคำว่าสิทธิ์และหน้าที่ที่คนส่วนใหญ่ชอบเอามาใช้เวลาเกิดข้อขัดแย้ง เช่น สิทธิ์ในการที่จะพูดอะไรก็ได้ ถ้าคุณอ้างสิทธิ์นี้ขึ้นมามันก็เหมือนการประกาศว่าคุณจะไม่ฟังห่าอะไรที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดหรือเอาหลักฐานมาพูดเลยครับ ถ้าคุณมองในเหตุการณ์ของสังคมปัจจุบันนี่คือใช่เลยครับ คุณจะเห็นฝ่ายหนึ่งยึดสิทธิ์บางสิทธิ์แล้วเขาบอกว่าเขามีสิทธิ์นี้เขาทำได้ โดยเขาไม่ได้ดูเลยว่าการใช้สิทธิ์นั้นบางทีก็อาจเกิดปัญหา เช่น สิทธิ์ในการพูดอะไรก็ได้ ซึ่งจำลองเหตุการณ์ว่าถ้าคุณกำลังอยู่ในคอนเสิร์ตที่คนแออัดแล้วคุณบอกว่าคุณมีสิทธิ์พูดอะไรก็ได้ คุณก็สามารถแหกปากได้เลยสินะครับว่า “ไอเหี้ย ไฟไหม้” ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่ามันจะเกิดความโกลาหลวุ่นวายแค่ไหนหรือถึงขึ้นอาจจะเกิดการเหยียบกันตายก็ได้

อีกคำหนึ่งที่คุณเจอคือคำว่าหน้าที่ครับ มันคล้ายๆกันเลย หน้าที่ที่จะทำ xxx เพื่อปกป้องบางสิ่งบางอย่าง เช่น ปกป้องเสรีภาพ ปกวัฒนธรรม พอคุณพูดคำนี้มันก็เหมือนคุณไม่สนห่าเหวอะไรที่อีกฝ่ายเอามาพูดให้คุณฟังแล้วครับ มันเหมือนสิทธิ์เลย แล้วถ้าคุณมองไปไกลกว่านั้นนิดนึงมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการที่คนกลุ่มหนึ่งอ้างเรื่องความเชื่อทางศาสนามาพูด ใช่ครับ ถ้าคนคนนึงบอกว่านี่คือที่ที่พระเจ้าประทานให้เขา คุณจะไม่สนห่าเหวอะไรที่ฝ่ายตรงข้ามเอามาโต้แย้งเลย เห็นไหมครับมันแทบไม่ต่างกันเลย แค่เปลี่ยนจากความเชื่อในพระเจ้ามาเป็นคำเท่ห์ๆที่ชื่อว่า สิทธิ์ หน้าที่ หรือต่างๆนาๆที่คุณจะใช้ในยุคนั้น

ซึ่งหากคุณลองคิดดูดีๆนี่คือปัญหา พวกเรา vs พวกเขา ใช่ไหมครับ ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดที่ตัวเองเชื่อ ยึดคนละแนวคิด ให้ค่าไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็ตามที่พูดไปครับ เราต้องวางวิธีคิดแบบอัตโนมัติของเราลงและย้ายไปใช้ระบบการใช้เหตุผล คิดว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีข้อดีข้อเสียอะไรเกิดขึ้นกับคนทั้งหมดในสังคม ซึ่งคุ้นๆไหมครับคือวิธีแนวคิดแบบ “ประโยชน์นิยม” นั่นเอง (หนังสืออวยมากเลย แต่ผมอ่านแล้วมันก็ดีจริงๆนะ)

(เสริมส่วนนี้นิดถึงในหนังสือบอกว่าคุณสามารถอ้างสิทธิ์ได้เมื่อต้องการจบข้อโต้แย้ง คุณควรใช้มันกับข้อโต้แย้งที่เป็นที่ยอมรับแล้วเช่น สิทธิ์ความเท่าเทียมของมนุษย์ การห้ามมีทาส เป็นต้น)

ข้อแนะนำจากหนังสือ

หนังสือแนะนำว่าเวลาเจอปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆสิ่งที่เราควรทำอยู่หลายข้อ ผมจะขอยกตัวอย่างสองข้อที่ผมคิดว่าทำได้เลยคือ

  • ดูก่อนว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาแบบไหน ปัญหา ฉัน VS เรา (โศกนาฏกรรมสาธารณะ) หรือปัญหา พวกเรา vs พวกเรา (ความเชื่อ หลักการ การให้ค่าความสำคัญคนละรูปแบบ) เพื่อเราจะได้รู้ว่าเราควรใช้วิธีคิดแบบสัญชาตญาณ หรือ เหตุผลมาช่วยคิด (แต่ผมก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องใช้เหตุผลมาคิดด้วยตลอดนะ) แก้ปัญหานั้น

  • เมื่อเกิดข้อโต้แย้งสิ่งที่เราต้องทราบคือแนวคิดที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้นมีแนวคิดอย่างไร ระบบการทำงานของมันเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเราลงไปศึกษามันอย่างจริงจังแล้ว เราอาจจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงแบบนั้น จะได้ชี้แนะหรือชี้ถึงปัญหาให้กับฝั่งเข้าใจ ไม่ใช่พออยู่คนละฝ่ายก็ขัดกันเลย เช่นกันต่อให้คุณอยู่ฝ่ายเดียวกับคนที่เสนอวิธีแก้ปัญาคุณก็ต้องเข้าใจวิธีแก้ปัญหานั้นด้วยไม่ใช่ว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้วบอกว่ามันถูกต้อง ว่าง่ายๆวางสัญชาตญาณแล้วใช้เหตุผลคิดหา สิ่งที่ได้สิ่งที่เสีย ทำแล้วทุกคนได้ความสุขได้ประโยชน์จริงๆไหม

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับเล่มนี้ผมอ่านแล้วได้อะไรเยอะมาก อย่างแรกที่ผมได้คือได้เข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโศกนาฏกรรมสาธารณะ (ฉัน VS เรา) ซึ่งมันทำให้เกิดหลายๆอย่างตามมาไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม จารีต กฏ ประเพณี กฏหมาย ศาสนา แนวคิดเรื่องการเมืองการปกครอง ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ จากนั้นก็ได้เข้าใจปัญหา พวกเรา vs พวกเขา ซึ่งก็คือปัญหาที่เราใช้วิธีคิด การให้ค่าความสำคัญ แตกต่างกันมาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งทำให้เกิดปัญหาใหญ่โต จากนั้นก็ได้เข้าใจกลไกการทำงานเกี่ยวกับจริยธรรมของเราว่ามีการทำงานคร่าวๆยังไง จุดอ่อน จุดแข็งของมันคืออะไร จากปัญหารถราง และที่เหมือนจะดีที่สุดคือได้รู้เกี่ยวกับวิธีคิดแบบประโยชน์นิยมที่ดูจะสามารถนำมาใช้ในการจัดการกับข้อขัดแย้งในปัญหาพวกเขาพวกเราได้ดีในระดับที่คุยกันได้โดยไม่อ้างความคิดส่วนตัว (หรือของพวกตัวเองขึ้นมา)

จากที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี่ยังถือว่าน้อยมากกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้อธิบาย หนังสือมีพูดถึงเรื่องอื่นๆที่ผมไม่ได้พูดถึงเช่น ปัญหาเรื่องความยุติธรรมเจืออคติ ความแตกต่างของวัฒนธรรมแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันจนน่าเหลือเชื่อผ่านการทดลองที่จะทำให้คุณได้รู้ว่าแนวคิดที่ถูกต้องของคุณอาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้องในที่อื่น การใช้ประโยชน์นิยมในนโยบายการทำแท้ง (หัวข้อนี้สนุกมา มันส์สุดๆเพราะเราจะเห็นกระบวนการตั้งแต่การไม่ใช้ประโยชน์นิยมว่ามันเจอทางตันยังไง และการนำประโยชน์นิยมมาใช้และเกิดการประนีประนอมจนเกิดเป็นนโยบายที่ทั้ง 2 ฝ่ายพอรับได้)

ผมแนะนำว่าควรไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านนะครับ ผมเชื่อว่าเมื่ออ่านมันอาจจะทำให้คุณเข้าใจอะไรมากขึ้น เวลามีข้อขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นคุณจะใช้ได้แนวคิดที่ได้จากหนังสือมาจัดการข้อขัดแย้งมากกว่าที่จะมาบอกว่า “ไอเหี้ย นี่มันสิทธิ์ที่พึงมี และ อีกฝ่ายก็บอกว่า “ไอเหี้ยมันเป็นหน้าที่ของกู” ซึ่งจะไปคล้ายกับ “ไอเหี้ยพระเจ้าฝั่งกูบอกแบบนี้” แต่อีกฝ่าย “ไอเหี้ยพระเจ้าของกูบอกอีกแบบว่ะ” ไปหามาอ่านเถอะครับ คุ้มมาก คุ้มจริงๆ มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมนี้คุยกันด้วยเหตุผลมากขึ้นเลยล่ะครับ

ปล. ผมไม่ได้ค่าโปรโมตหนังสืออะไรเลยแม้แต่แดงเดียว ที่ผมแนะนำเพราะผมอ่านแล้วคิดว่ามันดีจริงๆ
ปล2. ข้อเสียของหนังสือเล่มนี้คือ หนาชิบหาย 400 กว่าหน้า รูปประกอบน้อยมาก ถ้าคนไม่ชอบอ่านหนังสือนี่บอกเลยว่าอ่านจนท้อ
ปล3. การทำตามแนวทางของหนังสือนั้นไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะเป็นการประนีประนอมทั้งสองฝั่งเพื่อให้คนทั้งหมดในสังคมได้ประโยชน์ (ความสุข) จากการเลือกนั้น (การจับใครสักคนไปฆ่าแล้วอวัยวะเนี่ยมันเพิ่มความสุขแต่กับคนที่รอดครับแต่มันลบความสุขทั้งหมดกับคนที่ถูกจับดังนั้นประโยชน์นิยมจะไม่เลือกจับคน 1 คนมาฆ่าทิ้งเอาอวัยวะให้คน 5 คน)

เพลงที่เข้ากับเนื้อหา

เพลง Which Witch (แม่มด) ของวง Melt Mallow (ตอนนี้วงนี้ยุบไปแล้ว) ที่พูดถึงการเป็น Social justice แค่เขาทำอะไรที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ คุณก็พร้อมจะประนามเขา ด่าทอเขา โดยไม่ค้นหาความจริงก่อน หรือรับฟังเหตุผลของอีกฝั่งเลย ซึ่งในหนังสือที่ผมอ่านมีมีการพูดเรื่อง ความยุติธรรมเจืออคติอยู่ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณไม่ได้มีความยุติธรรมที่เทียงธรรมจริงๆ คุณก็ใช้ความยุติธรรมเจืออคติของคุณไปตัดสินคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงๆหรือ ลองถามตัวพวกคุณดูเองครับ

มหาศึกแห่งดูน - Dune

มหาศึกแห่งดูน - Dune

มหาศึกแห่งดูน - Dune

ผมพึ่งมารู้จักเรื่อง Dune ก็ตอนที่เขาเอามาทำเป็นหนังเมื่อปี 2021 (จริงๆเขามีทำหลายรอบแล้วแต่ผมไม่รู้) ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปดูหรอกครับ แต่กระแสมันแรงมากจนผมสนใจ ซึ่งไม่ได้สนใจไปดูหนังนะครับแต่เป็นสนใจไปหานิยายมาอ่านมาอ่านเพื่อจะได้ดูว่าต้นฉบับจริงๆนั้นเขาต้องการสื่ออะไร พอเข้าใจเราจะได้ไปดูหนังว่าเขาตีความแตกต่างจากนิยายยังไง

พอได้อ่านนิยายเรื่องนี้ก็รู้สึกชอบเลยคือมันกระชับไม่เยิ่นเย้อในการบรรยายมากจนเกินไป ผมเคยอ่านนิยายบางเรื่องนี่โคตรเบื่อเวลามาบรรยายสิ่งต่างๆเยิ่นเย้อจนรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะถึงตัวเรื่องหลักของสักที แต่ Dune ไม่ครับ เรื่องนี้เดินเรื่องแบบรวดเร็วทันใจบรรยายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อีกเรื่องที่ผมชอบมากๆคือผู้แต่งเล่นเรื่องสภาพแวดล้อมของดวงดาวผูกเรื่องสภาพดวงดาวกับรูปแบบวัฒนธรรม การทหาร การเมืองได้อยากลงตัว และสุดท้ายเขาสามารถผูกให้สิ่งที่วางไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องไปบรรจบกับตอนจบได้อย่างลงตัว

ดาวทะเลทรายและหนอนยักษ์

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการที่ดยุคเลโทและครอบครัวต้องย้ายจากดาวบ้านเกิดไปยังดาวทะเลทรายตามคำสั่งของจักรพรรดิ มาถึงตรงนี้คงสงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมดยุคเลโทถึงยอม เหตุผลแรกก็คือ ดาวทะเลทรายที่ต้องไปเป็นที่เดียวที่สามารถผลิตสิ่งที่เรียกว่า “สไปร์” ซึ่งเป็นวัตถุดิบพิเศษที่คนทั้งจักรวาลชื่นชอบเพราะรสชาติดี อร่อย และ บางพวกเอาไปใช้ขยายประสาทสัมผัสเพื่อทำสิ่งที่ต้องใช้ความคิดมากๆ ดังนั้นการครองดาวดวงนั้นก็เท่ากับว่าครอบครองสิ่งที่มีคุณค่าจะขึ้นราคาลดราคายังไงก็ได้เลย อีกเหตุผลหนึ่งที่ย้ายไปเพราะเจ้าของเก่าของดาวทะเลทรายดวงนั้นเป็นตระกูลคู่แค้น ดังนั้นการเข้าครอบครองดาวทะเลทรายนั้นก็ย่อมเป็นการตัดกำลัง ขัดแข้งขัดขา ตระกูลคู่แค้นไปในตัว

ระบบนิเวศของดาวทะเลทรายนั้นแห้งแล้งมากๆเต็มไปด้วยทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล สภาพอากาศก็ไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตคือ มีแต่ฤดูร้อนทั้งปีไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว มีพายุทะเลทรายเป็นภัยพิบัติตลอดทั้งปี แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ยังไม่น่ากลัวทำกับหนอนยักษ์ที่ความยาวหลายร้อยเมตร ที่พร้อมจะเข้าโจมตีคุณทันทีที่คุณเดินทางเข้าไปในทะเลทราย ด้วยความบ้าคลั่งของสภาพดาวนี้คงไม่น่าจะมีมนุษย์อยู่ได้ใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่ามนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่พยายามปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดซึ่งมนุษย์เหล่านั้นคือชาว “เฟรเมน”

ชาวเฟรเมนคือชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนดาวเฟรเมน โดยพวกเขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพของดวงดาวซึ่งมีน้ำน้อยมากๆ พวกเขาจึงสร้างชุดที่สามารถกักเก็บน้ำในร่างกายประมาณว่าเหยื่อทุกหยด ของเสียทุกอย่างจะถูกนำกลับไปเป็นน้ำให้กินอีกรอบ พวกเขาปรับตัวจนเป็นพวกเดียวที่สามารถอยู่ในทะเลทรายได้ ไม่เหมือนกับเหล่าดยุคและที่มาจากนอกดวงดาวที่ต้องสร้างเมืองภายใต้บาเรียปรับสภาพอากาศ ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นกำลังหลักในการเอาสไปร์จากทะเลทรายออกมา ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ดยุคเลโทจะต้องผูกสัมพันธ์กับชาว เฟรเมน (แต่ก็ยังมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ด้วย ถ้าอยากรู้ไปหามาอ่านครับ)

การเมืองการปกครอง

สิ่งหนึ่งที่สนุกของ Dune เรื่องหนึ่งคือเรื่องการเมืองการปกครองครับ เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ผ่าน พอล ลูกชายของดยุคเลโทตัวเอกของเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การจับท่าทางการแสดงของคู่สนทนาเพื่อดูว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร การคานอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมันเห็นภาพได้ง่ายอาจจะเป็นเพราะจำนวนฝ่ายมีน้อยและแต่ละฝ่ายมีอำนาจในแต่ละด้านโดยสมบูรณ์ทำให้มันสามารถเห็นว่าทำไมแต่ละฝ่ายคานอำนาจกันได้ (อยากรู้ว่ามีฝ่ายไหนบ้างต้องไปหามาอ่านนะครับ)

ในเรื่องเราจะเห็นหลายๆที่เอามาใช้กับการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา ตำนาน ซึ่งอาจจะดูไม่น่าเชื่อแต่คุณจะเห็นว่ามันใช้ได้ อีกทั้งไม่ใช่แค่ในโลกนิยายที่ใช้วิธีเหล่านี้แต่มันมีบนโลกจริงๆของเราเหมือนกัน

การเห็นอนาคต

เรื่องนี้เล่นเกี่ยวกับเรื่องการเห็นอนาคตแต่ไม่ใช่อนาคตรูปแบบเดียวแต่เป็นการเห็นความเป็นไปได้ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ที่เป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ซึ่งทุกการกระทำนั้นจะส่งผลกับอนาคตก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสะดุดล้ม การก้าวขาซ้ายขาขวา การเจรจาต่อรองต่างๆก็เปลี่ยนแปลงอนาคตได้ แต่ที่น่าสนใจกว่าการเห็นอนาคตคือการบอกอาการของคนที่เห็นอนาคต ผู้แต่งเขียนให้เห็นภาพของคนที่เห็นอนาคตว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เขาจะรู้สึกยังไงเมื่อต้องรู้อนาคต เขาจะเศร้าไหมเมื่อต้องรู้ว่าการกระทำนี้นั้นจะทำให้ใครตาย หรือการจะรู้สึกสุขไหมในเมื่อเขารู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น

อ่านแล้วได้อะไร

สำหรับผมการอ่านเรื่องนี้ทำให้เห็นนิยายที่นำระบบนิเวศมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำที่หายไปของดาว สไปร์มาจากไหน หนอนยักษ์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยังไงทั้งที่แห้งแล้งขนาดนั้น ชาวเฟรเมนจะยอมทนกับสภาพอย่างนี้ตลอดไปเหรอหรือจริงๆพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ อีกเรื่องที่ได้จากเรื่องนี้คือการเล่นเรื่องการเมืองการปกครองที่เข้าใจง่าย แต่ละฝ่ายต่างเกี่ยวข้องกันหมดซึ่งพออ่านจนถึงตอนจบคุณจะรู้สึกทึ่งว่าที่ผู้แต่งวางแผนได้ดีมากๆ

สำหรับใครที่ต้องการนิยายสนุกๆเดินเรื่องเร็วไม่เยิ่นเย้อ มีการวางปมให้น่าติดตามอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ผมก็แนะนำเรื่อง Dune เลยครับ รับรองว่าสนุกแน่นอน